เมื่อหน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การโดดเด่นที่สุด แต่คือทำให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน

เมื่อหน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การโดดเด่นที่สุด แต่คือทำให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน

"บทเรียนจากผู้นำในอดีต สู่การบริหารองค์กรในวันนี้"

ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower, ค.ศ. 1890–1969)

เมื่อหน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การโดดเด่นที่สุด แต่คือทำให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน

ถ้าในทีมของคุณมีคนที่เก่งกว่าคุณในแทบทุกเรื่อง คุณยังสามารถเป็นผู้นำของพวกเขาได้หรือไม่?

คนหนึ่งเก่งการวางแผน อีกคนเก่งการรบ อีกคนตัดสินใจรวดเร็ว อีกคนมีประสบการณ์มากกว่า และแต่ละคนล้วนมั่นใจในความคิดของตัวเอง หน้าที่ของผู้นำระดับสูงจึงอาจไม่ใช่การพิสูจน์ว่า “ผมเก่งกว่าพวกคุณ” แต่คือ

“ผมจะทำอย่างไรให้ความเก่งของพวกคุณทั้งหมดรวมกันแล้วสร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่าความสามารถของคนใดคนหนึ่ง?”

พลเอก ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower, ค.ศ. 1890–1969) เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างมากของผู้นำประเภทนี้

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เขาแทบไม่มีประสบการณ์การรบโดยตรง และไม่เคยบัญชาการหน่วยขนาดใหญ่ระดับกองทัพ แต่ภายในเวลาไม่กี่ปี เขากลับได้รับหน้าที่บัญชาการกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบด้วยทหารบก เรือ และอากาศจากหลายประเทศ ก่อนนำการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดีในปี ค.ศ. 1944

ความสามารถที่ทำให้เขาได้รับตำแหน่งนี้จึงไม่ใช่เพียงความรู้ทางทหาร

แต่คือ ความสามารถในการบริหารความซับซ้อนของคน

จากนายทหารฝ่ายเสนาธิการสู่ผู้บัญชาการสูงสุด

ไอเซนฮาวร์สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ในปี ค.ศ. 1915

เส้นทางอาชีพช่วงแรกของเขาแตกต่างจากแม่ทัพที่มีชื่อเสียงหลายคน เขาไม่ได้สร้างชื่อจากชัยชนะในสนามรบ แต่เติบโตจากงานวางแผน งานฝ่ายเสนาธิการ และการทำงานกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงหลายคน รวมถึงนายพล ดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) และ จอร์จ ซี. มาร์แชลล์ (George C. Marshall)

เขายังจบอันดับหนึ่งจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1926

เมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ความสามารถด้านการวางแผนและการประสานงานของเขาเริ่มได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว

ปี ค.ศ. 1942 เขาได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกองกำลังสหรัฐฯ ในยุโรป และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรในการยกพลขึ้นบกในแอฟริกาเหนือ หรือ ปฏิบัติการทอร์ช (Operation Torch)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนนั้นเขาต้องบัญชาการนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรบางคนที่ทั้ง อาวุโสกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าเขา

นี่เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารจำนวนมากต้องเจอเช่นกัน

คุณอาจได้รับแต่งตั้งเป็น CEO ทั้งที่ CFO ทำงานมานานกว่าคุณ CTO รู้เทคโนโลยีมากกว่าคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายขายรู้จักลูกค้ามากกว่าคุณ และหัวหน้าฝ่ายผลิตรู้โรงงานดีกว่าคุณหลายเท่า

คำถามจึงไม่ใช่ “เราจะรู้มากกว่าทุกคนได้อย่างไร?” แต่คือ

“เราจะทำอย่างไรให้คนที่รู้มากกว่าเราในแต่ละเรื่อง ยอมใช้ความสามารถของเขาเพื่อเป้าหมายร่วม?”

บริหารคนเก่งที่มีอัตตาสูง

เมื่อไอเซนฮาวร์ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร (Supreme Commander, Allied Expeditionary Force) ในปลายปี ค.ศ. 1943 เขาต้องบริหารผู้บัญชาการที่มีชื่อเสียงและบุคลิกแข็งแกร่งจำนวนมาก

ในบรรดาคนเหล่านั้นมีทั้ง

เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี (Bernard Montgomery) — มั่นใจในตนเองสูง รอบคอบ และมีความคิดเห็นทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

จอร์จ แพตตัน (George Patton) — ดุดัน รวดเร็ว และต้องการรุกตลอดเวลา

โอมาร์ แบรดลีย์ (Omar Bradley) — สุขุม เป็นระบบ และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใต้บังคับบัญชา

ปัญหาคือ คนเก่งไม่ได้มีเพียงความสามารถ คนเก่งมักมี ความคิดเห็นของตัวเอง ด้วย

หากผู้นำพยายามเอาชนะทุกข้อโต้แย้ง ทีมบริหารอาจใช้พลังงานจำนวนมากไปกับการพิสูจน์ว่าใครถูก

ไอเซนฮาวร์จึงต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้บัญชาการทางทหาร เขาต้องเป็น ผู้ประสานความแตกต่าง

ศูนย์ประวัติศาสตร์กองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่า ความสามารถสำคัญของเขาคือการจัดการข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกันของบุคคลและประเทศต่าง ๆ และรักษาความร่วมมือระหว่างพันธมิตรอังกฤษกับอเมริกัน

นี่คือ Leadership Skill ที่สำคัญมากในองค์กรขนาดใหญ่:

ผู้นำไม่จำเป็นต้องชนะทุกข้อโต้แย้ง (Argument) แต่ต้องทำให้องค์กรเป็นฝ่ายชนะ

ภาวะผู้นำในการสร้างแนวร่วม (Coalition Leadership) — เมื่อทุกคนไม่ได้มีเป้าหมายเหมือนกันทั้งหมด

ความยากของการนำฝ่ายสัมพันธมิตรคือ อังกฤษและสหรัฐฯ ไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่อง ทั้งสองประเทศมีประสบการณ์ทางทหาร ผลประโยชน์ทางการเมือง มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ และวัฒนธรรมการทำงานแตกต่างกัน

แม้แต่เรื่องสำคัญอย่าง ควรเปิดแนวรบในยุโรปตะวันตกเมื่อใดและอย่างไร ก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก ไอเซนฮาวร์จึงใช้เวลาหลายปีในการบริหารปฏิบัติการร่วมท่ามกลางผลประโยชน์ของชาติที่ไม่ตรงกันทั้งหมด

นี่คือสิ่งที่วันนี้อาจเรียกว่า “ภาวะผู้นำในการสร้างแนวร่วม (Coalition Leadership)”

ในโลกธุรกิจ สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา

สำนักงานใหญ่ต้องการกำไร หน่วยธุรกิจต้องการเติบโต ฝ่ายขายต้องการความยืดหยุ่น ฝ่ายการเงินต้องการควบคุม ฝ่ายเทคโนโลยีต้องการมาตรฐาน ประเทศต่าง ๆ ต้องการอิสระในการบริหารตลาดของตัวเอง

ไม่มีใครผิดทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครสามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการ

หน้าที่ของผู้นำระดับสูงจึงไม่ใช่ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือสร้าง

เป้าหมายร่วม + หลักการตัดสินใจ + การแบ่งบทบาท + ความไว้วางใจ

ให้มากพอที่ความแตกต่างจะไม่ทำให้องค์กรแตกออกจากกัน

D-Day — เมื่อผู้นำต้องตัดสินใจทั้งที่ไม่มีทางรู้ผลล่วงหน้า

วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรเปิดฉาก ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด (Operation Overlord) ด้วยการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดี

ปฏิบัติการนี้ต้องประสานกำลังทางบก ทางเรือ และทางอากาศในขนาดมหาศาล และเป็นผลจากประสบการณ์ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรสะสมมาตั้งแต่การยกพลขึ้นบกในแอฟริกาเหนือ ซิซิลี และอิตาลี

ก่อนปฏิบัติการ ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ สภาพอากาศ

ไอเซนฮาวร์ต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือเลื่อนการยกพลขึ้นบก และในช่วงก่อนรุ่งสางของวันที่ 5 มิถุนายน เขาตัดสินใจใช้ช่วงที่สภาพอากาศเปิดชั่วคราวและเดินหน้าปฏิบัติการในวันที่ 6 มิถุนายน

นี่เป็นธรรมชาติของการตัดสินใจระดับผู้นำ

ยิ่งการตัดสินใจสำคัญมากเท่าไร เรายิ่งอยากมีข้อมูลมากขึ้น

แต่ในโลกจริง บางครั้ง ข้อมูลจะไม่มีวันครบ

ผู้นำจึงต้องสามารถแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลยังไม่ครบ” กับ “ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจ” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน หากรอจนทุกอย่างแน่นอน โอกาสอาจผ่านไปแล้ว

ความรับผิดชอบ — ก่อนรู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนภาวะผู้นำของไอเซนฮาวร์ได้ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นก่อน D-Day

เขาเขียนข้อความสั้น ๆ เตรียมไว้ในกรณีที่การยกพลขึ้นบกล้มเหลว สาระสำคัญของข้อความคือ หากปฏิบัติการล้มเหลว ความรับผิดชอบเป็นของเขา ขณะที่ทหารและผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาเขียนข้อความนี้ ก่อนที่จะรู้ผล

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ (Accountability)” กับ “การหาคนผิด (Blame)”

ผู้นำที่รับผิดชอบไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่หมายความว่า

เมื่อมอบหมายให้คนอื่นทำงาน ผู้นำยังคงรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของระบบที่ตนเองเป็นผู้ตัดสินใจ

ในโลกธุรกิจ เรามักเห็นสิ่งตรงกันข้าม

ถ้าโครงการสำเร็จ — “เป็น Strategy ของผม”

ถ้าโครงการล้มเหลว — “ทีม Execution ไม่ดี”

แต่ภาวะผู้นำของไอเซนฮาวร์เสนอหลักคิดอีกแบบหนึ่ง:

กระจายงานได้ กระจายอำนาจได้ แต่ไม่สามารถกระจายความรับผิดชอบสูงสุดออกจากตัวผู้นำได้

Leadership DNA ของไอเซนฮาวร์

ถ้ามองผ่านเลนส์ของการบริหาร ไอเซนฮาวร์มีคุณสมบัติเด่นอย่างน้อยสี่ประการ

“การสร้างความร่วมมือ (Coalition Building)” — สามารถทำให้คนและองค์กรที่มีผลประโยชน์ไม่ตรงกันทั้งหมดทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกัน

“การบริหารคนเก่ง (Leading Strong Personalities)” — ไม่จำเป็นต้องลดความโดดเด่นของคนเก่ง แต่สามารถใช้ความสามารถของพวกเขาโดยรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของทีม

“ความยืดหยุ่นทางความคิด (Mental Flexibility)” — ยึดมั่นในเป้าหมายใหญ่ แต่ไม่ยึดติดกับวิธีการจนไม่สามารถปรับตามสถานการณ์ ศูนย์ประวัติศาสตร์กองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่าเขาหลีกเลี่ยงการยึดติดกับแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างแข็งทื่อ และพร้อมปรับวิธีการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ใหญ่

“ความรับผิดชอบของผู้นำ (Leadership Accountability)” — พร้อมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจสำคัญ แม้การปฏิบัติจริงจะดำเนินการโดยคนจำนวนมหาศาล

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ไอเซนฮาวร์เป็นผู้นำที่ไม่ได้สร้างพลังจาก

“ทุกคนต้องเห็นว่าผมเก่ง”

แต่สร้างพลังจาก

“ทุกคนต้องสามารถทำงานร่วมกันได้”

Strength & Shadow

รูปแบบการนำของไอเซนฮาวร์ก็มี “เงา” เช่นเดียวกัน

การประนีประนอม (Compromise) ช่วยรักษาความร่วมมือ แต่หากมากเกินไปอาจทำให้การตัดสินใจช้าหรือได้คำตอบที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในเชิงเทคนิค

ความอดทนต่อคนเก่งที่มีบุคลิกยาก ช่วยรักษาความสามารถไว้ในทีม แต่ก็เสี่ยงทำให้พฤติกรรมบางอย่างได้รับการยอมรับนานเกินไป

การรักษาความเป็นหนึ่งเดียว (Unity) มีความสำคัญต่อองค์กรขนาดใหญ่ แต่หากผู้นำให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวมากเกินไป อาจทำให้ความขัดแย้งที่จำเป็นไม่ได้รับการเปิดเผย

ความสามารถในการประสานหลายฝ่าย ทำให้ระบบเดินหน้าได้ แต่ผู้นำต้องระวังไม่ให้ตนเองกลายเป็นเพียงผู้ประนีประนอมโดยไม่มีจุดยืน

ดังนั้น การสร้างความร่วมมือไม่ได้หมายความว่า

“ทุกคนต้องพอใจ”

แต่หมายความว่า

“ทุกคนอาจไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ทุกคนยังยอมเดินไปในทิศทางเดียวกัน”

เกี่ยวกับผู้เขียน

อาจารย์ ไกรกิติ ทิพกนก

Languages: EN I TH

บทความน่าสนใจ

Find the course that interests you!

ค้นหาหลักสูตรที่ใช่ เพื่อพัฒนาศักยภาพในตัวคุณ
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Ready to join our knowledge castle?

Find the right program for your organization and achieve your goals today

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save