In-House Training Courses

Business Communication

ทักษะการโค้ชชิ่งด้วย เทคนิค NLP
Coaching Skill with NLP

PMP by PMI, โปรเจ็ค แมแนจเมนท์, PM, บริหารโครงการ

ทักษะการโค้ชชิ่งด้วย เทคนิค NLP - Coaching Skill with NLP

หลักสูตร : ทักษะการโค้ชชิ่งด้วย เทคนิค NLP (Coaching Skill with NLP) (1 วัน / 6 ชม.)

💡การออกแบบโปรแกรม

ในยุคปัจจุบัน หัวหน้างานควรมีทักษะการโค้ชชิ่งเพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา ศักยภาพของทีมงานอย่างแท้จริง การโค้ชช่วยให้หัวหน้างานไม่เพียงแค่สั่งงานหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสามารถกระตุ้นให้พนักงานคิด วิเคราะห์ และหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความ รับผิดชอบ ความผูกพัน และการเติบโตในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิด กว้างและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานร่วมกันในองค์กรยุคใหม่ที่มีการ เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันสูงอยู่ตลอดเวลา

🎯วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

  1. ผู้เข้าอบรมสามารถพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง และการตั้งคำถามเชิงโค้ช เพื่อดึงศักยภาพ ที่แท้จริงของทีมงานออกมาได้
  2. ผู้เข้าอบรมเรียนรู้วิธีการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ ช่วยเสริมแรงบวกและสร้างแรงจูงใจแก่ พนักงาน
  3. ผู้เข้าอบรมสามารถนำกระบวนการโค้ชชิ่งไปประยุกต์ใช้ในการบริหารทีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความร่วมมือ และความผูกพันต่อองค์กร
หัวหน้างานกำลังโค้ชชิ่งทีมงาน

เนื้อหาหลักสูตร (Course outline)

เวลา รายละเอียด
9:00-12:00 ตระหนักรู้การทำงานของสมอง (Communication Model)

แม่แบบการสื่อสาร Model of Communication การทำงานของสมอง

“ตระหนักรู้การทำงานของสมอง คือกุญแจสู่การโค้ชที่แม่นยำและลึกซึ้ง ”

  • เข้าใจสมองที่มีตัวกรอง การลบทิ้ง บิดเบือน เหมารวม ข้อมูลที่ เข้าสู่สมอง
  • เข้าใจตัวกรองที่ส่งผลให้คนแตกต่างกัน (ตัวเราและทีมงาน)
  • หลักการตระหนักรู้การทำงานของสมอง (Communication Model) สำคัญต่อ การโค้ชชิ่ง เพราะช่วยให้เข้าใจว่าทุกคนมี “ตัว กรอง” ที่ส่งผลต่อการรับรู้และตีความต่างกัน โค้ชจึงสามารถตั้ง คำถามและสื่อสารได้อย่างแม่นยำ เห็นภาพจริงมากกว่าการเหมา รวมหรือบิดเบือน
  • Workshop: “การสร้างแผนการขายใน 3 เดือนและนำเสนอจาก เครื่องมือ เตรียมการขายสินค้าให้ลูกค้า”
เอาชนะสิ่งเร้าภายนอก

Event + Response = Outcome

“เปลี่ยนการตอบสนอง เปลี่ยนผลลัพธ์ เปลี่ยนชีวิต”

  • หลักการที่กล่าวถึงว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ใดๆ นั้นเกิด จากการตอบสนองของเราต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การแก้ไข ปัญหา การเรียนรู้ หรือการสร้างความสำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมา จะขึ้นอยู่กับว่าเราตอบสนองต่อเหตุการณ์ นั้นอย่างไร
  • การตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างมีสติและเป็นระบบช่วยให้การสื่อสาร มีความชัดเจนและตรงประเด็น ลดความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ ไม่ชัดเจน
  • หลักการ E + R = O สำคัญกับการโค้ชชิ่งเพราะช่วยให้โค้ชและ ผู้รับการโค้ชตระหนักว่า “เราควบคุมผลลัพธ์ได้” ผ่านการเลือก ตอบสนองอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้สิ่งเร้าภายนอกกำหนดทิศทาง ชีวิตหรือการทำงาน
  • Workshop: “Role Play นำเสนอแผนแก่ลูกค้า ตามกลยุทธ์ที่วางไว้”
เรียนรู้สิ่งที่เป็นลบในตัว หลักการ เมฆ 4 ก้อน (4 Clouds)

“ใจที่โปร่งใส คือพื้นที่แห่งการเติบโต ”

  • ตระหนักรู้ถึง ความคิดลบ ความเชื่อที่มีข้อจำกัด อารมณ์ทางด้าน ลบ และ ความขัดแย้งในตนเอง และ ตัดสินใจสื่อสารกับตนเองใน การขจัดสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ออกไปทุกๆครั้งก่อนการโค้ชชิ่ง
  • เมื่อโค้ชทำให้ผู้รับการโค้ชตระหนักรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ ผู้รับการโค้ชจะ สามารถฝึกสื่อสารกับตัวเองอย่างมีสติและเลือกที่จะปล่อยวางหรือ ขจัดสิ่งลบออกไปทุกครั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการโค้ช ซึ่งทำให้จิตใจ เปิดกว้างมากขึ้น พร้อมที่จะรับฟัง สำรวจ และเรียนรู้ด้วยความจริงใจ ส่งผลให้กระบวนการโค้ชชิ่งดำเนินไปอย่างชัดเจน เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ ลึกซึ้ง และสร้างการเติบโตทั้งในมิติของความคิดและพฤติกรรมได้อย่าง แท้จริง
  • Workshop: ประเมิน การลบทิ้ง บิดเบือน เหมารวม และ เมฆ 4 ก้อน ที่ตนเองมี และ ตัดสินใจที่จะนำหลักการ 2 หลักการนี้ไปใช้ในการ เป็นโค้ชที่มีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นขั้นตอน
13:00-14:30 Cause & Effect

แนวคิดแบบผู้ชนะ

“โค้ชชิ่งเริ่มได้ เมื่อเรามีความรับผิดชอบไม่กล่าวโทษ”

  • สร้างแนวความคิดที่สร้างพลัง ด้วยการรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ เกิดขึ้นในชีวิตของตนเอง และ ไม่กล่าวโทษผู้อื่น
  • ความรับผิดชอบในตนเอง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และ ทรงพลัง
  • หลักการ Cause & Effect สำคัญต่อการโค้ชชิ่งเพราะช่วยให้ผู้รับ การโค้ชเปลี่ยนจากการโทษปัจจัยภายนอกมาเป็นการรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตนเอง เมื่ออยู่ในโหมด ""At Cause"" จะเกิด พลังในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่าง แท้จริงทั้งในงานและชีวิต
  • Workshop: สื่อสารและโค้ชชิ่งตนเองออกจากกรอบความคิดเชิงลบ จากสถานการณ์ที่ประสบอยู่กับทีมงาน และ เกิด Lesson Learned บทเรียนที่มีคุณค่าทางด้านบวก
14:45-16.00 ภาษารักษามิตรภาพ ความ ปีก (Agreement Frame)

“ใช้ถ้อยคำสร้างสะพาน ไม่ใช่กำแพง”

  • การขัดแย้ง โดย ไม่ขัดใจ (Yes...And)
  • ป้องกัน และ ยุติปัญหาข้อขัดแย้ง
  • รักษาความไว้วางใจ และ นับถือ เพื่อ การหว่านล้อมชักจูงในขั้นสูง
  • ทำให้ผู้รับการโค้ชรับฟัง Feedback อย่างเต็มใจ
  • การเน้นที่จุดร่วมและความเห็นที่เป็นบวกช่วยลดความขัดแย้งที่ไม่ เป็นประโยชน์ ส่งผลให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น
  • เทคนิค Agreement Frame สำคัญต่อการโค้ชชิ่งเพราะช่วยให้โค้ช สามารถสื่อสารในประเด็นที่ต่างกันได้โดยไม่สร้างความขัดแย้ง ลด แรงต้าน และยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ ทำให้ผู้รับการโค้ชเปิด ใจรับฟังและพร้อมพัฒนาอย่างเต็มใจ
ทักษะการโค้ชชิ่ง

“โค้ชเพื่อค้นหาหนทาง ลงมือทำจริง และเรียนรู้ทุกครั้งเพื่อก้าวสู่การเติบโต ”

  • เรียนรู้กรอบการโค้ชชิ่งอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
  • $A=$ Develop Awareness
  • $G=$ Goal for this Coaching Conversation
  • $0=$ Obstacle & Opportunity
  • $W=$ Way Forward
  • $A=$ Action
  • $L=$ Lessons Learned
  • Workshop: ฝึกฝนการโค้ชชิ่ง

ตระหนักรู้การทำงานของสมอง (Communication Model)

ช่วงเวลา: 9:00-12:00

แม่แบบการสื่อสาร Model of Communication การทำงานของสมอง

“ตระหนักรู้การทำงานของสมอง คือกุญแจสู่การโค้ชที่แม่นยำและลึกซึ้ง ”

  • เข้าใจสมองที่มีตัวกรอง การลบทิ้ง บิดเบือน เหมารวม ข้อมูลที่ เข้าสู่สมอง
  • เข้าใจตัวกรองที่ส่งผลให้คนแตกต่างกัน (ตัวเราและทีมงาน)
  • หลักการตระหนักรู้การทำงานของสมอง (Communication Model) สำคัญต่อ การโค้ชชิ่ง เพราะช่วยให้เข้าใจว่าทุกคนมี “ตัว กรอง” ที่ส่งผลต่อการรับรู้และตีความต่างกัน โค้ชจึงสามารถตั้ง คำถามและสื่อสารได้อย่างแม่นยำ เห็นภาพจริงมากกว่าการเหมา รวมหรือบิดเบือน
  • Workshop: “การสร้างแผนการขายใน 3 เดือนและนำเสนอจาก เครื่องมือ เตรียมการขายสินค้าให้ลูกค้า”

เอาชนะสิ่งเร้าภายนอก

Event + Response = Outcome

“เปลี่ยนการตอบสนอง เปลี่ยนผลลัพธ์ เปลี่ยนชีวิต”

  • หลักการที่กล่าวถึงว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ใดๆ นั้นเกิด จากการตอบสนองของเราต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การแก้ไข ปัญหา การเรียนรู้ หรือการสร้างความสำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมา จะขึ้นอยู่กับว่าเราตอบสนองต่อเหตุการณ์ นั้นอย่างไร
  • การตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างมีสติและเป็นระบบช่วยให้การสื่อสาร มีความชัดเจนและตรงประเด็น ลดความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ ไม่ชัดเจน
  • หลักการ E + R = O สำคัญกับการโค้ชชิ่งเพราะช่วยให้โค้ชและ ผู้รับการโค้ชตระหนักว่า “เราควบคุมผลลัพธ์ได้” ผ่านการเลือก ตอบสนองอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้สิ่งเร้าภายนอกกำหนดทิศทาง ชีวิตหรือการทำงาน
  • Workshop: “Role Play นำเสนอแผนแก่ลูกค้า ตามกลยุทธ์ที่วางไว้”

เรียนรู้สิ่งที่เป็นลบในตัว หลักการ เมฆ 4 ก้อน (4 Clouds)

“ใจที่โปร่งใส คือพื้นที่แห่งการเติบโต ”

  • ตระหนักรู้ถึง ความคิดลบ ความเชื่อที่มีข้อจำกัด อารมณ์ทางด้าน ลบ และ ความขัดแย้งในตนเอง และ ตัดสินใจสื่อสารกับตนเองใน การขจัดสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ออกไปทุกๆครั้งก่อนการโค้ชชิ่ง
  • เมื่อโค้ชทำให้ผู้รับการโค้ชตระหนักรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ ผู้รับการโค้ชจะ สามารถฝึกสื่อสารกับตัวเองอย่างมีสติและเลือกที่จะปล่อยวางหรือ ขจัดสิ่งลบออกไปทุกครั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการโค้ช ซึ่งทำให้จิตใจ เปิดกว้างมากขึ้น พร้อมที่จะรับฟัง สำรวจ และเรียนรู้ด้วยความจริงใจ ส่งผลให้กระบวนการโค้ชชิ่งดำเนินไปอย่างชัดเจน เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ ลึกซึ้ง และสร้างการเติบโตทั้งในมิติของความคิดและพฤติกรรมได้อย่าง แท้จริง
  • Workshop: ประเมิน การลบทิ้ง บิดเบือน เหมารวม และ เมฆ 4 ก้อน ที่ตนเองมี และ ตัดสินใจที่จะนำหลักการ 2 หลักการนี้ไปใช้ในการ เป็นโค้ชที่มีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นขั้นตอน

Cause & Effect

ช่วงเวลา: 13:00-14:30

แนวคิดแบบผู้ชนะ

“โค้ชชิ่งเริ่มได้ เมื่อเรามีความรับผิดชอบไม่กล่าวโทษ”

  • สร้างแนวความคิดที่สร้างพลัง ด้วยการรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ เกิดขึ้นในชีวิตของตนเอง และ ไม่กล่าวโทษผู้อื่น
  • ความรับผิดชอบในตนเอง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และ ทรงพลัง
  • หลักการ Cause & Effect สำคัญต่อการโค้ชชิ่งเพราะช่วยให้ผู้รับ การโค้ชเปลี่ยนจากการโทษปัจจัยภายนอกมาเป็นการรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตนเอง เมื่ออยู่ในโหมด ""At Cause"" จะเกิด พลังในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่าง แท้จริงทั้งในงานและชีวิต
  • Workshop: สื่อสารและโค้ชชิ่งตนเองออกจากกรอบความคิดเชิงลบ จากสถานการณ์ที่ประสบอยู่กับทีมงาน และ เกิด Lesson Learned บทเรียนที่มีคุณค่าทางด้านบวก

ภาษารักษามิตรภาพ ความ ปีก (Agreement Frame)

ช่วงเวลา: 14:45-16.00

“ใช้ถ้อยคำสร้างสะพาน ไม่ใช่กำแพง”

  • การขัดแย้ง โดย ไม่ขัดใจ (Yes...And)
  • ป้องกัน และ ยุติปัญหาข้อขัดแย้ง
  • รักษาความไว้วางใจ และ นับถือ เพื่อ การหว่านล้อมชักจูงในขั้นสูง
  • ทำให้ผู้รับการโค้ชรับฟัง Feedback อย่างเต็มใจ
  • การเน้นที่จุดร่วมและความเห็นที่เป็นบวกช่วยลดความขัดแย้งที่ไม่ เป็นประโยชน์ ส่งผลให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น
  • เทคนิค Agreement Frame สำคัญต่อการโค้ชชิ่งเพราะช่วยให้โค้ช สามารถสื่อสารในประเด็นที่ต่างกันได้โดยไม่สร้างความขัดแย้ง ลด แรงต้าน และยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ ทำให้ผู้รับการโค้ชเปิด ใจรับฟังและพร้อมพัฒนาอย่างเต็มใจ

ทักษะการโค้ชชิ่ง

“โค้ชเพื่อค้นหาหนทาง ลงมือทำจริง และเรียนรู้ทุกครั้งเพื่อก้าวสู่การเติบโต ”

  • เรียนรู้กรอบการโค้ชชิ่งอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
  • $A=$ Develop Awareness
  • $G=$ Goal for this Coaching Conversation
  • $0=$ Obstacle & Opportunity
  • $W=$ Way Forward
  • $A=$ Action
  • $L=$ Lessons Learned
  • Workshop: ฝึกฝนการโค้ชชิ่ง

📈ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

  1. หัวหน้างานสามารถใช้ทักษะการโค้ชชิ่งเพื่อพัฒนาทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างหัวหน้างานกับทีมงาน
  3. เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและการเติบโตทั้งในตัวผู้นำและทีม

🎓วิธีการดำเนินหลักสูตร

  • เพื่อให้การถ่ายทอดองค์ความรู้สามารถนำไปสู่ประโยชน์ต่อองค์กรและสอดคล้องกับบริบททาง ธุรกิจของแต่ละองค์กร เนื้อหาหลักสูตรจะได้รับการออกแบบให้เหมาะสมและตามความต้องการ เฉพาะของแต่ละองค์กร (Customized) โดยดำเนินการจัดอบรมภายในองค์กร (In House Training) ในวันและเวลาที่องค์กรสะดวกและบุคลากรมีความพร้อมในการเข้าอบรมอย่างพร้อมเพรียง
  • เน้นรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการควบคู่กับทฤษฎี และกรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายประมวลสรุป ให้บุคลากรผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความเข้าใจและมีทักษะเบื้องต้นเพียงพอในการนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ต่อไป

แนวทางที่ใช้ในการอบรม

แนวทางการสัมมนาและรูปแบบการเรียนรู้ : ทฤษฎี 40 % : ปฏิบัติ 60 %

  • บรรยาย: ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เข้าอบรม
  • กิจกรรมกลุ่มระดมความคิด: ผู้เข้าอบรมได้เข้าไป “มีส่วนร่วม”
  • ตัวอย่าง/กรณีศึกษาประกอบ: เพื่อเห็น “ภาพที่ชัดเจน” มากยิ่งขึ้น
  • การเสวนาตีความ: วิเคราะห์เพื่อเข้าใจให้เชิงลึกเพื่อการประยุกต์ใช้

การสัมมนาใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult Learning) ด้วยวิธีการบรรยายควบคู่กับการ ปฏิบัติ เน้นการบรรยายแบบให้ผู้เข้าสัมมนาเป็นศูนย์กลางการอบรมการตั้งประเด็นคำถามเพื่อให้ ผู้เรียนได้ใช้ความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง และ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

เนื้อหาของโปรแกรมมีทั้งการบรรยายให้ความรู้ พร้อม VDO ประกอบการบรรยาย, กิจกรรมกลุ่ม การระดมความคิด (Brainstorming), การฝึกปฏิบัติการ (Work Shop), กรณีศึกษาและสถานการณ์ จำลอง (Case Study and Simulation) และ การนำเสนอ (Present) ทำให้การเรียนรู้ เกิดเข้าใจด้วย ตัวเองอย่างแท้จริง

วิทยากรประจำหลักสูตร

อาจารย์ พีรณัฏฐ์ กาพย์กลอน

Languages: TH

Ready to join our knowledge castle?

Find the right program for your organization and achieve your goals today

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save