การฟังคือเสียงที่ดังที่สุดของ “ความเข้าใจ”

การฟังคือเสียงที่ดังที่สุดของ "ความเข้าใจ"

แบรนด์ที่มีหัวใจ…ไม่ต้องพูดเยอะ แค่ฟังให้มากพอ
(A Brand with Heart Doesn’t Need to Talk Much Just Listen Deeply)

ผมเคยคิดว่าแบรนด์ที่ดีต้องพูดให้เก่ง
แต่วันที่ลูกค้าคนหนึ่งพูดว่า “ขอบคุณนะ ที่ฟังผมจนจบโดยไม่แทรก”
ผมเข้าใจทันทีว่า “หัวใจของแบรนด์ ไม่ได้อยู่ที่การพูดดี แต่อยู่ที่การฟังอย่างเข้าใจ”

ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียง ทุกแบรนด์ต่างแข่งกันพูด
พูดว่าตัวเองดีที่สุด เร็วที่สุด คุ้มที่สุด
แต่มีไม่กี่แบรนด์ที่กล้าหยุดพูด…เพื่อฟัง
เพราะการฟังคือภาษาที่คนเข้าใจลึกกว่าคำพูดใด ๆ

ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาพร้อมสีหน้าที่ไม่พอใจ
ก่อนที่เธอจะเริ่มบ่น ผมแค่ยิ้ม แล้วพูดว่า
“เล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเบา ๆ ว่า
“ขอบคุณที่ไม่แก้ตัวก่อน ฉันแค่เหนื่อย”

ผมยืนฟังจนจบ ไม่พูดอะไรเลย
ท้ายที่สุดเธอกลับมาซื้อของเหมือนเดิม พร้อมทิ้งท้ายว่า
“ฉันไม่ได้กลับมาซื้อของนะ ฉันกลับมาเพราะรู้สึกว่าที่นี่ฟังฉันจริง ๆ”

และวันนั้นเอง ผมรู้ว่า “การฟัง” คือเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์ที่มีหัวใจ

ผมสอนทีมว่า “อย่ารีบพูดคำว่าเข้าใจ จนกว่าจะได้ฟังจริง ๆ”
เพราะคำว่า “เข้าใจ” ที่พูดเร็วเกินไป จะกลายเป็นคำที่คนฟังไม่เชื่อ

เราฝึกกันง่าย ๆ
ทุกครั้งที่ลูกค้าพูด ให้หยุดคิด 3 วินาที
แล้วตอบด้วยสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่สิ่งที่เราคิด
จาก “เราทำได้ครับ” เป็น “เข้าใจครับ พี่อยากได้ให้มันง่ายขึ้นกว่านี้ใช่ไหมครับ?”
เพียงเท่านี้ น้ำเสียงของแบรนด์ก็จะเปลี่ยนจาก “ขาย” เป็น “เข้าใจ”

การฟังอย่างตั้งใจด้วยความเข้าใจและรอยยิ้ม

ผมเคยเจอลูกค้าคนหนึ่งที่พูดแรงมาก
เขาบอกว่า “ผมไม่อยากได้คำอธิบาย อยากให้ฟังเฉย ๆ”
ผมทำตาม แล้วหลังจากนั้นเขากลับมาพูดเองว่า
“ผมอาจพูดแรงไปหน่อยนะ ขอโทษครับ”
ผมยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณที่บอกความรู้สึกตรง ๆ”
เขากลับมาซื้อซ้ำอีกสามครั้งโดยไม่ต้องมีโปรโมชั่นเลย

เพราะความเข้าใจคือของขวัญที่คนไม่ลืม

ผมเริ่มเชื่อว่า แบรนด์ที่มีหัวใจ ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารดี
แต่มันเกิดจาก “ความตั้งใจที่จะเข้าใจคนตรงหน้า”

ผมบอกทีมว่า “อย่าให้ลูกค้ารู้ว่าเราขายดี แต่ให้เขารู้ว่าเราฟังดี”
เพราะความไว้วางใจเริ่มจากความเงียบที่มีความหมาย

ลูกค้าคนหนึ่งบอกผมว่า
“ฉันชอบร้านนี้ เพราะคุณไม่รีบพูดตอนฉันยังพูดไม่จบ”
ผมยิ้ม แล้วจดประโยคนี้ไว้ในใจเหมือนคำสอนของครู

หลายครั้งที่เราพลาด เพราะเราอยากตอบเร็วกว่าที่อีกฝ่ายอยากเล่า
เรากลัวเสียเวลา จนลืมว่า “เวลาที่เราฟัง คือเวลาที่ลูกค้ารู้ว่าเขามีค่า”

ผมจำได้ว่ามีวันหนึ่ง เด็กใหม่ในทีมถามว่า
“พี่ครับ ถ้าเราฟังแต่ไม่พูดเลย เขาจะรู้ไหมว่าเราเข้าใจ?”
ผมหัวเราะ “รู้สิ เพราะความเข้าใจไม่ต้องอธิบาย มันส่งผ่านจากสายตา น้ำเสียง และความนิ่งที่อบอุ่น”

ผมเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งว่า
“People don’t need a louder brand, they need a kinder one.”
คนไม่ได้อยากได้แบรนด์ที่เสียงดังขึ้น แต่อยากได้แบรนด์ที่ใจอ่อนโยนขึ้น
ทุกวันนี้ผมยังเชื่อแบบนั้น
เพราะยิ่งฟังมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งรู้ว่าทุกเสียงของลูกค้า มีบางอย่างที่เขายังไม่ได้พูด
และหน้าที่ของแบรนด์ที่มีหัวใจ คือ “ฟังสิ่งที่ไม่ได้พูดให้ได้”

“แบรนด์ที่พูดเก่งอาจได้ใจชั่วคราว แต่แบรนด์ที่ฟังเป็น…จะได้ใจตลอดไป”

ก่อนปิดร้านวันนั้น ผมเขียนไว้ในบันทึก

ผมวางปากกา แล้วมองออกไปที่ถนน
มีคนเดินผ่านร้านไปมากมาย แต่บางคนแค่หยุดมอง แล้วส่งยิ้ม
ผมยิ้มตอบ ไม่ต้องพูดอะไรเลย

เพราะบางครั้ง…การฟังจนเข้าใจ
คือเสียงที่ดังที่สุดในหัวใจของคน

เกี่ยวกับผู้เขียน

อาจารย์ ไกรกิติ ทิพกนก

Languages: EN I TH

Ready to join our knowledge castle?

Find the right program for your organization and achieve your goals today

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save