Signature Course KCT
หลักสูตร ผู้จัดการสู่ผู้นำอนาคต
(KCT Human Formation for Visionary Leaders)
12-13,19-20 พ.ย. 2569
สถานที่ : สถาบัน KCT Academy
องค์กรจำนวนมากพิจารณาแต่งตั้งผู้จัดการจากบุคลากรที่มีผลงานดี มีความเชี่ยวชาญในงาน หรือมีประสบการณ์สูง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในบทบาทผู้ปฏิบัติงานไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีความพร้อมในการบริหารคน งาน ทรัพยากร และสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ทันที
เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทผู้จัดการ บุคลากรต้องเปลี่ยนจากการรับผิดชอบผลงานของตนเอง ไปสู่การสร้างผลงานผ่านทีม ต้องสามารถกำหนดเป้าหมาย วางแผน จัดลำดับความสำคัญ มอบหมาย ติดตามผลงาน สื่อสารความคาดหวัง ให้ข้อมูลสะท้อนกลับ พัฒนาบุคลากร จัดการความขัดแย้ง และตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดและความไม่แน่นอน
นอกจากความสามารถด้านการบริหารแล้ว ผู้จัดการยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลบุคลากร งบประมาณ ข้อมูล เทคโนโลยี ทรัพยากร และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาผู้จัดการจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเพิ่มความรู้หรือการสอนเครื่องมือ แต่ต้องพัฒนาไปถึงคุณลักษณะ วิธีคิด ดุลยพินิจ และความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ
หลักสูตรนี้ออกแบบตามแนวทาง KCT Human Formation โดยเริ่มต้นจากภาพของ “ผู้จัดการที่องค์กรต้องการ” แล้วจึงออกแบบเนื้อหา Framework กิจกรรม และภารกิจการฝึกย้อนกลับ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ครบถ้วนใน 4 ด้าน ได้แก่
- คุณลักษณะของผู้จัดการ (Character)
- ปัญญาในการบริหาร (Wisdom)
- ความสามารถด้านการบริหาร (Competence)
- การบริหารอย่างรับผิดชอบตามหลัก ESG (ESG Stewardship)
หลักสูตรยังบูรณาการบริบทการทำงานในยุคดิจิทัลและ AI เข้ากับการบริหารงาน การบริหารคน และการตัดสินใจ เพื่อเตรียมผู้จัดการให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ
พัฒนาผู้จัดการให้มีคุณลักษณะที่น่าไว้วางใจ คิดอย่างมีปัญญา บริหารอย่างมีความสามารถ และรับผิดชอบต่อความยั่งยืน
- ระยะเวลา: 4 วัน วันละ 6 ชั่วโมง
- รูปแบบการเรียนรู้: การอบรมเชิงปฏิบัติการ สัปดาห์ละ 1 วัน ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์
- สัดส่วนการเรียนรู้: หลักการ 30% และการฝึกปฏิบัติ 70%
- รูปแบบการจัดการเรียนรู้: Onsite หรือ Hybrid
- จำนวนผู้เรียนที่เหมาะสม: 20–30 คนต่อรุ่น
ดำเนินการโดย: วิทยากรประจำสถาบัน KCT Academy
“ผู้จัดการที่ดีไม่ได้วัดเพียงจากผลงานที่ทำสำเร็จ แต่รวมถึงวิธีคิด วิธีบริหารคน วิธีใช้อำนาจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริหารของตน”
หลักสูตรนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มเครื่องมือการบริหาร แต่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนเติบโตเป็นผู้จัดการที่
มี Character ที่น่าไว้วางใจ ใช้ Wisdom ในการคิดและตัดสินใจ มี Competence ในการบริหารงานและพัฒนาคน และทำหน้าที่เป็น ESG Steward ที่ดูแลคน งาน ข้อมูล เทคโนโลยี ทรัพยากร และผลกระทบอย่างรับผิดชอบ
ผลลัพธ์สุดท้ายคือผู้จัดการที่สามารถสร้างทั้ง ผลงาน ความไว้วางใจ การเติบโตของบุคลากร และความยั่งยืนขององค์กร ไปพร้อมกัน
ผู้จัดการเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงกลยุทธ์ขององค์กรกับการปฏิบัติงานของบุคลากร เพราะผู้จัดการเป็นผู้ถ่ายทอดเป้าหมายองค์กรสู่ทีม จัดสรรงานและทรัพยากร ติดตามผล แก้ปัญหา ให้ข้อมูลสะท้อนกลับ พัฒนาบุคลากร และสร้างสภาพแวดล้อมที่คนในทีมต้องทำงานอยู่ทุกวัน
สิ่งที่ผู้จัดการพูด วิธีที่ผู้จัดการตัดสินใจ วิธีมอบหมายและติดตามงาน วิธีจัดการข้อผิดพลาด วิธีให้รางวัล ตลอดจนวิธีใช้อำนาจ ล้วนส่งผลต่อผลงาน ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และการเติบโตของบุคลากร
ความท้าทายของผู้จัดการในทางปฏิบัติจึงไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีคิด อารมณ์ แรงจูงใจ ความมั่นคงภายใน และพฤติกรรมการบริหาร เช่น
- ยังคงใช้วิธีคิดแบบผู้ปฏิบัติงานและรับงานกลับมาทำเอง
- มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่สร้างความสามารถให้ทีม
- ไม่กล้ามอบหมายงานเพราะไม่ไว้วางใจบุคลากร
- มอบหมายงานโดยไม่กำหนดผลลัพธ์ ขอบเขต และอำนาจตัดสินใจ
- ติดตามงานมากเกินไปจนกลายเป็นการควบคุมทุกรายละเอียด
- หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลสะท้อนกลับเพราะกลัวความขัดแย้ง
- ตัดสินใจจากความเร่งรีบ อารมณ์ หรือข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
- ใช้อำนาจเพื่อควบคุมมากกว่าสร้างความรับผิดชอบ
- สร้างผลงานระยะสั้นได้ แต่บุคลากรและทีมไม่เติบโต
- ใช้ข้อมูลหรือเทคโนโลยีโดยขาดการตรวจสอบและความรับผิดชอบ
- มองผลลัพธ์เฉพาะด้านธุรกิจโดยไม่เห็นผลกระทบต่อคน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid ความหลากหลายของบุคลากร และความคาดหวังด้าน ESG ผู้จัดการจึงต้องสามารถบริหารทั้งคน งาน ข้อมูล เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน
AI และเทคโนโลยีสามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ลดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มผลิตภาพได้ แต่การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า ความเป็นธรรม ความสัมพันธ์ และผลกระทบต่อมนุษย์ยังต้องอาศัยดุลยพินิจและความรับผิดชอบของผู้จัดการ ผู้จัดการจึงต้องรู้ว่าจะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างไร ตรวจสอบอะไร และเรื่องใดไม่ควรมอบให้ระบบเป็นผู้ตัดสินใจเพียงลำพัง
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาผู้จัดการจึงต้องมากกว่าการทำให้ “บริหารงานเป็น” แต่ต้องพัฒนาให้ผู้จัดการ
- มีวุฒิภาวะและบริหารตนเองได้
- เป็นบุคคลที่น่าไว้วางใจ
- คิดและตัดสินใจอย่างรอบด้าน
- บริหารงานและสร้างผลงานผ่านทีมได้
- พัฒนาบุคลากรควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์
- ใช้อำนาจ ข้อมูล เทคโนโลยี และทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
- คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผลกระทบระยะยาว
- พร้อมรับผิดชอบงานและบทบาทที่สูงขึ้น
หลักสูตรไม่ได้เริ่มจากการรวมหัวข้อด้านการบริหาร แต่เริ่มจากการกำหนดว่า เมื่อผ่านกระบวนการพัฒนาแล้ว องค์กรต้องการให้ผู้เรียนเป็นผู้จัดการแบบใด คิดอย่างไร ทำอะไรได้ และรับผิดชอบต่อสิ่งใด จากนั้นจึงออกแบบเนื้อหา เครื่องมือ กรณีศึกษา Workshop ภารกิจนำไปใช้ และวิธีประเมินผลให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ดังกล่าว
ผู้จัดการมีวุฒิภาวะ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ บริหารตนเองได้ เคารพผู้อื่น และเป็นที่ไว้วางใจ
ผู้จัดการสามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากอารมณ์และอคติ มองเห็นผู้เกี่ยวข้อง ทางเลือก ความเสี่ยง และผลกระทบก่อนตัดสินใจ
ผู้จัดการสามารถกำหนดเป้าหมาย วางแผน มอบหมาย ติดตาม สื่อสาร บริหารผลงาน พัฒนาคน และจัดการความเปลี่ยนแปลงได้
ผู้จัดการสามารถดูแลบุคลากร งาน งบประมาณ ข้อมูล เทคโนโลยี และทรัพยากร โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน
- รู้และเข้าใจ (Knowing)
เข้าใจหลักการ Framework และเครื่องมือที่จำเป็น - สามารถนำไปใช้ (Doing)
ประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษา สถานการณ์จำลอง และงานจริง - เกิดการเปลี่ยนแปลง (Becoming)
ฝึกอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นวิธีคิด พฤติกรรม และรูปแบบการบริหารที่สม่ำเสมอ
เป็น Framework แกนกลางที่ใช้ตลอดทั้งหลักสูตร เพื่อช่วยให้ผู้จัดการหยุดทบทวนก่อนตอบสนองหรือตัดสินใจ ผ่าน 8 ขั้นตอน
- ความจริง (Reality)
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคืออะไร และมีข้อมูลใดที่ยังไม่ทราบ - อารมณ์ (Emotion)
เราและผู้เกี่ยวข้องกำลังรู้สึกอย่างไร - อคติและสมมติฐาน (Bias)
เรากำลังตีความ ด่วนสรุป หรือยึดติดกับมุมมองใด - คุณค่าและหลักการ (Values)
เรื่องนี้มีหลักการ คุณค่า หรือมาตรฐานใดที่ต้องรักษา - ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
ใครได้รับประโยชน์ ผลกระทบ ภาระ หรือความเสี่ยง - ทางเลือก (Options)
มีแนวทางดำเนินการใดบ้าง นอกเหนือจากทางเลือกแรกที่คิดได้ - ผลที่จะตามมา (Consequences)
แต่ละทางเลือกส่งผลต่อคน งาน องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร - การตอบสนองอย่างมีปัญญา (Wise Response)
ควรดำเนินการ ขอคำปรึกษา ทดลองเพิ่มเติม ปรับวิธีการ หรือรออย่างรับผิดชอบ
ใช้ช่วยให้ผู้จัดการมองเห็นว่าสถานการณ์กำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด โดยพิจารณา
- สถานการณ์เริ่มต้น
- สัญญาณเตือน
- ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
- จุดเปลี่ยน
- ความเสี่ยง
- ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- จังหวะที่ควรดำเนินการ
หลักสูตรใช้กระบวนการต่อเนื่อง ได้แก่ ประสบการณ์ - การสะท้อนคิด - การเรียนรู้ - การแยกแยะ - การตัดสินใจ - การฝึกปฏิบัติ - ข้อมูลสะท้อนกลับ - การสร้างความสม่ำเสมอ
เมื่อสิ้นสุดหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถ
- อธิบายบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้จัดการได้อย่างชัดเจน
- ปรับวิธีคิดจากการสร้างผลงานด้วยตนเองสู่การสร้างผลงานผ่านทีม
- ตระหนักรู้และบริหารอารมณ์ จุดแข็ง จุดบอด และพฤติกรรมของตนเอง
- กำหนดเป้าหมาย วางแผน จัดลำดับความสำคัญ และบริหารทรัพยากร
- มอบหมายและติดตามงานโดยสร้างความรับผิดชอบให้แก่ทีม
- สื่อสารความคาดหวัง ให้ข้อมูลสะท้อนกลับ โค้ช และพัฒนาบุคลากร
- จัดการความขัดแย้งและบทสนทนาที่ยากอย่างสร้างสรรค์
- วิเคราะห์ปัญหาและตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
- ใช้ Leadership Discernment Process ในการบริหารตนเอง งาน และคน
- ใช้อำนาจ ข้อมูล เทคโนโลยี และทรัพยากรอย่างเหมาะสม
- ประยุกต์หลัก ESG เข้ากับการบริหารและการตัดสินใจ
- จัดทำแผนพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้จัดการที่น่าไว้วางใจ
เป้าหมายประจำวัน: เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจการเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้จัดการ ตระหนักรู้ตนเอง บริหารอารมณ์และพฤติกรรม พร้อมใช้อำนาจและความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม
| Session | เนื้อหาการเรียนรู้ | Framework และเครื่องมือ |
|---|---|---|
| Session 1 การเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้จัดการ | • ความแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้จัดการ • การเปลี่ยนจากทำงานด้วยตนเองสู่การสร้างผลงานผ่านทีม • บทบาท หน้าที่ และความคาดหวังต่อผู้จัดการ • การบริหารคน งาน ทรัพยากร ข้อมูล และผลกระทบ • การเปลี่ยนจากผู้แก้ปัญหาทุกเรื่องสู่ผู้สร้างความสามารถให้ทีม • ทักษะสำคัญของผู้จัดการในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลง | • กรอบการเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้จัดการ (Managerial Transition Framework) • กรอบความรับผิดชอบของผู้จัดการ (Managerial Stewardship Framework) |
| Session 2 การตระหนักรู้และบริหารตนเอง | • การสำรวจจุดแข็งและข้อจำกัดของตนเอง • จุดบอดและพฤติกรรมที่ส่งผลต่อทีม • อารมณ์ ความกังวล และสิ่งกระตุ้นภายใน • รูปแบบการตอบสนองเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน • การบริหารเวลา พลังงาน และความเครียด • การหยุดทบทวนก่อนตอบสนอง • การพัฒนาความพร้อมในการเรียนรู้และปรับตัว | • กรอบการตระหนักรู้ตนเองของผู้จัดการ (Managerial Self-Awareness Framework) • หยุด–สังเกต–เลือก–ลงมือ (Pause–Observe–Choose–Act) • Leadership Discernment Process: Reality–Emotion–Bias |
| Session 3 Character และความน่าไว้วางใจ | • ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และความสม่ำเสมอ • การรักษาคำพูดและความคาดหวัง • การยอมรับข้อผิดพลาดโดยไม่โยนความผิด • การรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลหรือเทคโนโลยีสนับสนุน • การตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ • พฤติกรรมที่สร้างหรือทำลายความไว้วางใจ • การเป็นแบบอย่างให้แก่ทีม | • กรอบคุณลักษณะของผู้จัดการ (Managerial Character Framework) • กรอบความไว้วางใจและความรับผิดชอบ (Trust and Accountability Framework) |
| Session 4 การใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ | • อำนาจจากตำแหน่งกับความไว้วางใจจากทีม • การใช้อำนาจเพื่อควบคุมกับการสร้างความรับผิดชอบ • การกำหนดขอบเขตอำนาจอย่างเหมาะสม • ความเป็นธรรมในการบริหารบุคลากร • การเคารพคุณค่า ศักดิ์ศรี และความแตกต่าง • การใช้ข้อมูลและระบบติดตามโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว • ความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการใช้อำนาจ | • กรอบการใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Use of Power Framework) • อำนาจ–ความรับผิดชอบ–การตรวจสอบ (Authority–Responsibility–Accountability) • Leadership Discernment Process: Values–Stakeholders–Consequences |
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| Workshop | ผู้จัดการที่ฉันกำลังเป็น (My Managerial Transition) |
| โจทย์กิจกรรม | ผู้เรียนวิเคราะห์บทบาทปัจจุบัน จุดแข็ง จุดบอด อารมณ์และพฤติกรรมที่ส่งผลต่อทีม พร้อมพิจารณาว่าเรื่องใดควรเปลี่ยนจากการทำด้วยตนเองไปสู่การสร้างผลงานผ่านทีม |
| สิ่งที่ผู้เรียนต้องกำหนด | • บทบาทที่ต้องเปลี่ยนแปลง • พฤติกรรมที่สร้างหรือทำลายความไว้วางใจ • ข้อจำกัดภายในที่ต้องพัฒนา • พฤติกรรมเป้าหมายที่จะนำไปทดลองใช้ |
| ผลงาน | แผนที่การเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้จัดการ (Managerial Transition Map) |
เป้าหมายประจำวัน: เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแปลงเป้าหมายองค์กรเป็นแผนปฏิบัติ จัดสรรทรัพยากร มอบหมาย และติดตามงานอย่างเป็นระบบ
| Session | เนื้อหาการเรียนรู้ | Framework และเครื่องมือ |
|---|---|---|
| Session 1 จากเป้าหมายองค์กรสู่เป้าหมายของทีม | • การเชื่อมโยงเป้าหมายองค์กรกับบทบาทของทีม • การกำหนดผลลัพธ์และเกณฑ์ความสำเร็จ • การกำหนดตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ • การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ • การสื่อสารความคาดหวังให้ทีมเข้าใจตรงกัน • การใช้ข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลสนับสนุนการวางแผน | • เป้าหมาย–ผลลัพธ์–การปฏิบัติ (Goal–Outcome–Action Framework) • SMART Goal • แผนจากเป้าหมายสู่การปฏิบัติ (Goal-to-Action Plan) |
| Session 2 การวางแผนและบริหารทรัพยากร | • การวางแผนงานอย่างเป็นระบบ • การจัดสรรคน เวลา งบประมาณ ข้อมูล และทรัพยากร • การระบุข้อจำกัดและความเสี่ยง • การลดความซ้ำซ้อนและความสูญเปล่า • การพิจารณางานที่สามารถใช้เทคโนโลยีสนับสนุน • การรักษางานที่ต้องใช้ดุลยพินิจและความเข้าใจมนุษย์ • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ | • การบริหารทรัพยากร 8M • คุณค่า–ความสูญเปล่า–ผลกระทบ (Value–Waste–Impact Framework) • แบบทบทวนการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ (Resource Stewardship Review) |
| Session 3 การมอบหมายงานเพื่อสร้างคน | • การเลือกงานและผู้รับมอบหมาย • การประเมินความสามารถและความพร้อม • การกำหนดผลลัพธ์ บทบาท และความรับผิดชอบ • การกำหนดขอบเขตอำนาจตัดสินใจ • การจัดเตรียมข้อมูล เครื่องมือ และทรัพยากร • การกำหนดจุดติดตามและเกณฑ์คุณภาพ • การมอบหมายเพื่อพัฒนาคนและสร้างความไว้วางใจ | • กรอบการมอบหมายงาน 5R (Result–Role–Resources–Range of Authority–Review) • ตารางความพร้อมในการมอบหมายงาน (Delegation Readiness Matrix) • Leadership Discernment Process: Reality–Bias–Options |
| Session 4 การติดตามและสร้าง Accountability | • การกำหนดจุดติดตามที่เหมาะสม • การติดตามโดยไม่ควบคุมทุกรายละเอียด • การใช้ข้อมูลประกอบการติดตาม • การตรวจสอบคุณภาพและบริบทของข้อมูล • การจัดการเมื่อผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย • การสร้างความรับผิดชอบโดยไม่ใช้ความกลัว • การสังเกตสัญญาณและแนวโน้มของปัญหา • การปรับแผนก่อนปัญหาพัฒนาเป็นวิกฤต | • ตกลง–ติดตาม–สะท้อนผล–ปรับปรุง (Agree–Monitor–Feedback–Improve) • เส้นทางพลวัตของสถานการณ์ (Crisis Trajectory) • Leadership Discernment Process: Reality–Options–Consequences |
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| Workshop | จากเป้าหมายสู่การมอบหมายและติดตามงาน |
| โจทย์กิจกรรม | ผู้เรียนเลือกงานจริงหนึ่งเรื่อง แล้วออกแบบกระบวนการบริหารตั้งแต่การกำหนดผลลัพธ์ การเลือกผู้รับมอบหมาย การกำหนดอำนาจและทรัพยากร ไปจนถึงการติดตามผล |
| สิ่งที่ผู้เรียนต้องกำหนด | • เป้าหมายและผลลัพธ์ • ตัวชี้วัดความสำเร็จ • ผู้รับผิดชอบ • ขอบเขตอำนาจ • ข้อมูลและทรัพยากร • จุดติดตาม • ความเสี่ยงและสัญญาณเตือน |
| ผลงาน | แผนบริหารและมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Goal, Delegation and Accountability Plan) |
เป้าหมายประจำวัน: เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารความคาดหวัง บริหารผลงาน พัฒนาบุคลากร และจัดการบทสนทนาที่ยาก โดยรักษาทั้งมาตรฐานของงานและคุณค่าของคน
| Session | เนื้อหาการเรียนรู้ | Framework และเครื่องมือ |
|---|---|---|
| Session 1 การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ | • การสื่อสารเป้าหมายและความคาดหวัง • การฟังเพื่อทำความเข้าใจ • การตั้งคำถามก่อนให้คำตอบ • การแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ • การตรวจสอบความเข้าใจร่วมกัน • การสื่อสารกับบุคลากรที่มีความแตกต่าง • การสื่อสารในทีม Onsite, Hybrid และ Digital • การสื่อสารในช่วงการเปลี่ยนแปลง | • สื่อสาร–รับฟัง–ยืนยันความเข้าใจ (Communicate–Listen–Confirm) • ข้อเท็จจริง–ความหมาย–ความต้องการ (Fact–Meaning–Need) • Leadership Discernment Process: Reality–Emotion–Bias |
| Session 2 การให้ Feedback และบริหารผลงาน | • การแยกบุคคลออกจากพฤติกรรมและปัญหา • การให้ Feedback จากข้อเท็จจริง • การอธิบายผลกระทบของพฤติกรรม • การใช้ข้อมูลประกอบการประเมินโดยไม่ลดคนให้เหลือเพียงตัวเลข • การตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล • การกำหนดสิ่งที่ต้องปรับปรุงร่วมกัน • การจัดทำแผนปรับปรุงผลงาน • การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง | • แบบจำลองการให้ Feedback แบบ SBI (Situation–Behavior–Impact) • การตรวจสอบหลักฐานด้านผลงาน (Performance Evidence Check) • มาตรฐาน–ช่องว่าง–สาเหตุ–การปรับปรุง (Standard–Gap–Cause–Improvement) • Leadership Discernment Process: Reality–Bias–Values |
| Session 3 การโค้ชและพัฒนาบุคลากร | • บทบาทผู้จัดการในฐานะผู้พัฒนาคน • การวิเคราะห์ความสามารถและ Skill Gap • การใช้คำถามเพื่อช่วยให้บุคลากรคิด • การสร้างทางเลือกและความรับผิดชอบ • การกำหนดแผน Reskill และ Upskill • การพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคตของงาน • การเรียนรู้จากงานจริง บุคคลอื่น และหลักสูตร • การมอบหมายงานเพื่อสร้างประสบการณ์ | • แบบจำลองการโค้ช GROW (Goal–Reality–Options–Way Forward) • การวิเคราะห์ช่องว่างของทักษะ (Future Skill Gap Analysis) • กรอบการพัฒนา 70–20–10 |
| Session 4 ความขัดแย้งและความปลอดภัยทางจิตใจ | • การจัดการความเห็นที่แตกต่าง • การแยกบุคคลออกจากปัญหา • การค้นหาความต้องการและเป้าหมายร่วม • การจัดการบทสนทนาที่ยาก • การสร้างความปลอดภัยในการถาม พูด และทักท้วง • ความเป็นธรรมและการเคารพความแตกต่าง • การรับฟังความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลง • การรักษาทั้งมาตรฐานของงานและความสัมพันธ์ | • คน–ปัญหา–ผลประโยชน์ร่วม (People–Problem–Shared Interest) • กรอบความปลอดภัยทางจิตใจของทีม (Team Psychological Safety Framework) • Leadership Discernment Process: Emotion–Values–Stakeholders |
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| Workshop | ห้องทดลองบทสนทนาของผู้จัดการ (Managerial Conversation Lab) |
| โจทย์กิจกรรม | ผู้เรียนฝึก Role-play จากสถานการณ์จริง เช่น การให้ Feedback การโค้ช การจัดการผลงานต่ำกว่าเป้าหมาย การรับมือแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลง และการจัดการความขัดแย้ง |
| ทักษะที่ฝึก | • การฟังและตั้งคำถาม • การแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ • การให้ Feedback แบบ SBI • การโค้ชแบบ GROW • การกำหนดแนวทางพัฒนาร่วมกัน • การรับ Feedback จากผู้สังเกตการณ์ |
| ผลงาน | แผนบริหารผลงานและพัฒนาบุคลากร (Performance and People Development Plan) |
เป้าหมายประจำวัน: เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อน ตัดสินใจอย่างรอบด้าน และบริหารผลกระทบต่อองค์กร บุคลากร สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบ
| Session | เนื้อหาการเรียนรู้ | Framework และเครื่องมือ |
|---|---|---|
| Session 1 การวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ที่ซับซ้อน | • การกำหนดปัญหาให้ชัดเจน • การแยกอาการออกจากสาเหตุ • การตรวจสอบข้อเท็จจริงและสมมติฐาน • การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง • การมองความเชื่อมโยงของปัญหาในระบบ • การอ่านสัญญาณและทิศทางของสถานการณ์ • การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการวิเคราะห์ • การตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำข้อมูลไปใช้ | • กรอบการกำหนดปัญหา (Problem Definition Framework) • การวิเคราะห์สาเหตุราก (Root Cause Analysis) • เส้นทางพลวัตของสถานการณ์ (Crisis Trajectory) |
| Session 2 กระบวนการแยกแยะและตัดสินใจสำหรับผู้นำ | • การตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ยังขาด • การตระหนักถึงอารมณ์และอคติ • การพิจารณาคุณค่าและหลักการ • การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย • การสร้างและเปรียบเทียบทางเลือก • การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ • การพิจารณาผลระยะสั้นและระยะยาว • การเลือกว่าจะดำเนินการ ขอคำปรึกษา ทดลอง หรือรออย่างรับผิดชอบ | • กระบวนการแยกแยะสำหรับผู้นำ (Leadership Discernment Process) • ตารางการตัดสินใจและความเสี่ยง (Decision and Risk Matrix) |
| Session 3 ESG Stewardship สำหรับผู้จัดการ | Environmental: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Social: ความเป็นธรรม ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต ความหลากหลาย และผลกระทบต่อบุคลากร ลูกค้า ชุมชน และสังคม Governance: ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ การปฏิบัติตามกฎ ผลประโยชน์ทับซ้อน สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล และการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ | • กรอบการตัดสินใจตามหลัก ESG (ESG Stewardship Decision Framework) • การวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Impact Analysis) • หลักการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ (Responsible Use of Technology Principles) |
| Session 4 การสร้างผลลัพธ์อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน | • การสร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์ คน และความยั่งยืน • การตัดสินใจเมื่อเป้าหมายและคุณค่าขัดแย้งกัน • การไม่ผลักต้นทุนหรือผลเสียไปให้ผู้อื่น • การดูแลคน งาน งบประมาณ ข้อมูล และทรัพยากร • การวัดผลงาน ความไว้วางใจ การเติบโตของคน และผลกระทบ • การเตรียมพร้อมรับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น • การจัดทำแผนพัฒนาตนเองระยะ 30–90 วัน | • กรอบการบริหารอย่างรับผิดชอบ (Responsible Stewardship Framework) • แบบวิเคราะห์การตัดสินใจตามหลัก ESG (ESG Stewardship Decision Canvas) • KCT Formation Practice Loop |
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| Workshop | สถานการณ์จำลองการตัดสินใจและ ESG Stewardship |
| โจทย์กิจกรรม | ผู้เรียนวิเคราะห์สถานการณ์ที่มีความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจ ผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง ข้อจำกัด ความเสี่ยง ความเป็นธรรม การใช้ข้อมูลหรือเทคโนโลยี และผลกระทบด้าน ESG |
| กระบวนการวิเคราะห์ | ใช้ Leadership Discernment Process พิจารณา Reality, Emotion, Bias, Values, Stakeholders, Options, Consequences และ Wise Response |
| สิ่งที่ต้องนำเสนอ | • ข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ยังขาด • ทางเลือกและเหตุผล • ผู้ได้รับผลกระทบ • ความเสี่ยงและผลระยะยาว • การตัดสินใจ • มาตรการป้องกันและติดตามผล |
| ผลงาน | แผนการตัดสินใจและบริหารอย่างรับผิดชอบ (Managerial Discernment and Stewardship Plan) |
| วันที่ | ผลงานของผู้เรียน |
|---|---|
| วันที่ 1 | แผนที่การเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้จัดการ (Managerial Transition Map) |
| วันที่ 2 | แผนบริหารและมอบหมายงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Goal, Delegation and Accountability Plan) |
| วันที่ 3 | แผนบริหารผลงานและพัฒนาบุคลากร (Performance and People Development Plan) |
| วันที่ 4 | แผนการตัดสินใจและบริหารอย่างรับผิดชอบ (Managerial Discernment and Stewardship Plan) |
เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนนำสิ่งที่เรียนไปใช้จริง สามารถดำเนินกิจกรรมติดตามผลเพิ่มเติมได้ ดังนี้
- ทบทวนการนำ Framework ไปใช้
- วิเคราะห์กรณีที่ผู้เรียนพบจริง
- ให้ Feedback ต่อวิธีคิดและการตัดสินใจ
- ปรับแผนการบริหารรายบุคคล
- ทบทวนการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม
- แลกเปลี่ยนกรณีความสำเร็จและอุปสรรค
- สรุปบทเรียนจากการนำไปใช้
- กำหนดพฤติกรรมที่ต้องรักษาต่อเนื่อง
เมื่อจบกระบวนการ ผู้เรียนควรแสดงผลลัพธ์ใน 4 ด้าน ดังนี้
ด้าน Character
- มีความรับผิดชอบต่อบทบาทและผลลัพธ์
- บริหารอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองได้
- ปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส และสม่ำเสมอ
- เคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคลากร
- ยอมรับข้อผิดพลาดและเรียนรู้เพื่อปรับปรุง
- เป็นแบบอย่างที่ทีมสามารถไว้วางใจได้
ด้าน Wisdom
- แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นและอคติ
- พิจารณาสถานการณ์จากหลายมุมมอง
- วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ประเมินทางเลือก ความเสี่ยง และผลกระทบ
- คำนึงถึงผลระยะสั้นและระยะยาว
- เลือกวิธีตอบสนองได้เหมาะสมกับบริบท
ด้าน Competence
- กำหนดเป้าหมายและวางแผนงานได้
- จัดลำดับความสำคัญและบริหารทรัพยากรได้
- มอบหมายและติดตามงานได้อย่างเป็นระบบ
- สื่อสารและบริหารผลงานได้
- ให้ Feedback และ Coaching ได้
- พัฒนาและสร้างความสามารถให้แก่ทีม
- จัดการความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงได้
ด้าน ESG Stewardship
- ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่า
- ดูแลบุคลากรอย่างเป็นธรรมและคำนึงถึงความปลอดภัย
- ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
- ปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
- พิจารณาผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- สร้างสมดุลระหว่างผลงาน คน สังคม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน
- คู่มือประกอบการเรียนรู้
- แผนที่การเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทผู้จัดการ
- แบบสำรวจจุดแข็ง จุดบอด และสิ่งกระตุ้นภายใน
- แบบประเมินพฤติกรรมที่สร้างความไว้วางใจ
- แผนจากเป้าหมายสู่การปฏิบัติ
- ตารางประเมินความพร้อมในการมอบหมายงาน
- แนวทางการสนทนาเพื่อมอบหมายงาน
- เครื่องมือให้ Feedback แบบ SBI
- แนวทางการโค้ชแบบ GROW
- เครื่องมือวิเคราะห์ Crisis Trajectory
- ชุดเครื่องมือ Leadership Discernment Process
- แบบวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ESG Stewardship Decision Canvas
- บันทึกการฝึกและข้อมูลสะท้อนกลับ
- แผนพัฒนาสู่การเป็นผู้จัดการที่น่าไว้วางใจและรับผิดชอบต่อความยั่งยืน
- ประกาศนียบัตรเมื่อผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมและการส่งผลงานตามที่กำหนด
ติดต่อ/สอบถาม
โทร. 085-939-1593
LINE OA: https://lin.ee/qR42UBI
Email: kcta.training@gmail.com, nartiya@kctathailand.com
วิทยากรประจำหลักสูตร
Ready to join our knowledge castle?
Find the right program for your organization and achieve your goals today
