5 คำถามสำคัญที่คนบริหารโครงการต้องตอบให้ได้

5 คำถามบริหารโครงการ IT

5 คำถามสำคัญที่คนบริหารโครงการต้องตอบให้ได้

เพราะปัญหาของโครงการ อาจไม่ได้เกิดจากคนทำงานไม่เก่ง แต่เกิดจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน

โดย KCT Academy | IT Project Management Fundamentals (IPM 101)

เคยไหมครับ…

โครงการเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ ทุกฝ่ายประชุมร่วมกัน มีแผนงาน มีผู้รับผิดชอบ และมีกำหนดส่งมอบชัดเจน

แต่เมื่อเริ่มทำงานจริง ปัญหาก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

ลูกค้าบอกว่า “เรื่องนี้ต้องมีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

ทีมงานตอบว่า “แต่ไม่ได้ระบุไว้ในขอบเขตงาน”

ผู้บริหารถามว่า “ทำไมเพิ่งมาบอกว่ามีปัญหา”

ส่วนผู้จัดการโครงการก็พยายามประสานงานทุกฝ่าย จนบางครั้งใช้เวลาไปกับการแก้ความเข้าใจผิด มากกว่าการบริหารงานให้เดินหน้า

น่าสนใจว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดความสามารถทางเทคนิคเสมอไป

แต่เกิดจากการที่ทุกคนกำลังทำงานอยู่ในโครงการเดียวกัน โดยมีความเข้าใจต่อโครงการนั้นแตกต่างกัน

นี่คือเหตุผลที่การบริหารโครงการระดับพื้นฐาน ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการสอนเครื่องมือที่ซับซ้อน แต่ควรเริ่มจากการสร้างความเข้าใจร่วมกัน

โดยเฉพาะสองเรื่องที่พบปัญหาบ่อยที่สุด ได้แก่

Scope Management การบริหารขอบเขตงาน

Communication Management การบริหารการสื่อสาร

และทั้งสองเรื่องนี้สามารถเริ่มต้นได้ด้วยคำถามง่าย ๆ เพียง 5 ข้อ

1. WHAT: ตกลงต้องทำอะไร และไม่ทำอะไร

หลายโครงการไม่ได้มีปัญหาเพราะทีมงานทำงานไม่ครบ แต่มีปัญหาเพราะแต่ละฝ่ายเข้าใจคำว่า “งานที่ต้องทำ” ไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น องค์กรต้องการพัฒนาระบบ Customer Portal เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะคำขอได้ด้วยตนเอง

ทีมพัฒนาเข้าใจว่าต้องสร้างหน้าจอแสดงสถานะ

ฝ่ายธุรกิจคาดหวังว่าระบบต้องแจ้งเตือนลูกค้าผ่าน LINE ด้วย

ส่วนผู้บริหารคาดหวังว่าระบบนี้จะช่วยลดจำนวนการโทรเข้า Call Center

ทั้งสามฝ่ายไม่ได้คิดผิด แต่กำลังพูดถึงคนละเรื่อง

การบริหารขอบเขตงานจึงต้องทำให้ชัดว่า งานใดอยู่ในขอบเขต งานใดไม่อยู่ในขอบเขต และสิ่งที่กำลังพัฒนาต้องตอบโจทย์อะไร

บทเรียนสำคัญ: สิ่งที่ไม่ได้ตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้น มักกลายเป็นข้อขัดแย้งในภายหลัง

2. DONE: เสร็จแบบไหน จึงจะถือว่ายอมรับได้

คำว่า “เสร็จแล้ว” อาจมีความหมายแตกต่างกันระหว่างผู้พัฒนา ผู้ใช้งาน และผู้บริหาร

ทีม IT อาจบอกว่าเสร็จ เพราะพัฒนาระบบครบทุกฟังก์ชัน

ผู้ใช้งานอาจบอกว่ายังไม่เสร็จ เพราะขั้นตอนการใช้งานยุ่งยาก

ผู้บริหารอาจตั้งคำถามว่า แล้วระบบนี้ช่วยลดภาระงานได้จริงหรือไม่

สิ่งที่ผู้บริหารโครงการต้องทำ คือกำหนด Acceptance Criteria หรือเกณฑ์การยอมรับงานให้ชัดเจน

เช่น ระบบต้องแสดงสถานะได้ถูกต้อง ผู้ใช้งานสามารถทำรายการตามขั้นตอนที่กำหนด และระบบผ่านการทดสอบตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน

อย่างไรก็ตาม การส่งมอบงานผ่านเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าประโยชน์ทางธุรกิจจะเกิดขึ้นทันทีเสมอไป จึงต้องแยกการยอมรับผลงานออกจากการติดตามผลหลังใช้งานจริง

บทเรียนสำคัญ: อย่ารอให้งานเสร็จแล้วค่อยถามว่า แบบไหนจึงจะเรียกว่าเสร็จ

ทีมงานร่วมกันวางแผนและสร้างความเข้าใจในการบริหารโครงการ

3. CHANGE: ถ้ามีการขอเปลี่ยน ต้องทำอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งผิดปกติของโครงการ

โดยเฉพาะโครงการ IT ที่ความต้องการทางธุรกิจ เทคโนโลยี และข้อจำกัดต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงระหว่างดำเนินงาน

ปัญหาจึงไม่ใช่การมีคนขอเปลี่ยนงาน

แต่คือการเปลี่ยนงานโดยไม่มีใครประเมินผลกระทบ

สมมติว่าลูกค้าขอเพิ่มฟังก์ชันใหม่ และบอกว่า “เพิ่มนิดเดียวเอง”

คำถามที่ผู้จัดการโครงการควรถามไม่ใช่เพียงว่า “ทำได้ไหม”

แต่ต้องถามด้วยว่า

การเปลี่ยนแปลงนี้กระทบเวลาเท่าไร ต้องใช้งบประมาณเพิ่มหรือไม่ มีผลต่อระบบส่วนอื่นอย่างไร และใครมีอำนาจอนุมัติ

สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกให้ได้ก่อนว่าเป็นความต้องการใหม่ งานที่ตกลงไว้แต่ยังทำไม่ครบ หรือข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไข เพราะแต่ละกรณีอาจมีวิธีจัดการและความรับผิดชอบแตกต่างกัน

บทเรียนสำคัญ: การบริหารการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การปฏิเสธคำขอ แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายเห็นผลกระทบก่อนตัดสินใจ

4. WHO: ใครรับผิดชอบ และใครตัดสินใจ

ประโยคที่ได้ยินบ่อยในโครงการคือ

“คิดว่าอีกฝ่ายจัดการแล้ว”

“เรื่องนี้ต้องรอผู้บริหาร”

“ไม่แน่ใจว่าใครมีอำนาจอนุมัติ”

ปัญหาเหล่านี้สะท้อนว่า โครงการอาจมีทีมงานครบ แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องบทบาทและอำนาจตัดสินใจ

ผู้บริหารโครงการจึงต้องแยกให้ได้ว่า ใครเป็นผู้ลงมือทำ ใครรับผิดชอบผลลัพธ์ ใครต้องให้ความเห็น และใครมีอำนาจอนุมัติ

ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนฟังก์ชันของระบบอาจต้องให้ Business Owner ยืนยันความจำเป็น ให้ทีม IT ประเมินผลกระทบ และให้ผู้มีอำนาจตามโครงสร้างโครงการอนุมัติ

Project Manager มีหน้าที่ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างมีข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้ตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตนเอง

บทเรียนสำคัญ: การมีคนรับผิดชอบงาน ไม่ได้แปลว่ามีคนรับผิดชอบการตัดสินใจ

5. COMMUNICATE: ต้องบอกใคร เรื่องอะไร และเมื่อไร

หลายองค์กรเข้าใจว่าการสื่อสารที่ดีคือการประชุมบ่อย ส่งอีเมลจำนวนมาก หรือรายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ

แต่จำนวนครั้งของการสื่อสารไม่ได้รับประกันว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจตรงกัน

ลองนึกถึงโครงการที่ทีมพัฒนาพบว่าระบบอาจส่งมอบไม่ทันกำหนด

หากทีมงานรู้ปัญหา แต่ไม่ได้แจ้ง Project Manager อย่างทันท่วงที ผู้บริหารก็อาจไม่ทราบว่าต้องตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติม

การสื่อสารที่ดีจึงต้องตอบให้ได้ว่า

ใครจำเป็นต้องรู้ข้อมูลนี้ เขาต้องรู้อะไร ต้องรู้เมื่อไร และต้องดำเนินการหรือตัดสินใจเรื่องใดต่อ

โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาสำคัญ การสื่อสารต้องไม่หยุดอยู่แค่การรายงาน แต่ต้องนำไปสู่การแก้ไขและการตัดสินใจ

บทเรียนสำคัญ: การสื่อสารที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนข้อความที่ส่ง แต่วัดจากความเข้าใจและการตัดสินใจที่เกิดขึ้น

การประชุมและสื่อสารร่วมกันระหว่างทีมโครงการ

จาก 5 คำถาม สู่การบริหารโครงการที่ทำได้จริง

หากพิจารณาให้ดี ทั้ง 5 คำถามมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

WHAT ทำให้รู้ว่าต้องทำอะไร

DONE ทำให้รู้ว่าผลงานต้องเป็นอย่างไร

CHANGE ทำให้รับมือกับสิ่งที่เปลี่ยนไป

WHO ทำให้รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบและตัดสินใจ

COMMUNICATE ทำให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่จำเป็นในเวลาที่เหมาะสม

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งทดแทนกระบวนการบริหารโครงการทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ผู้เรียนระดับพื้นฐานเข้าใจหลักการสำคัญ และสามารถนำไปใช้กับงานจริงได้ทันที

เพราะในความเป็นจริง โครงการจำนวนไม่น้อยไม่ได้สะดุดเพราะขาดเทคโนโลยีหรือขาดคนเก่ง

แต่สะดุดเพราะขอบเขตไม่ชัด ข้อตกลงไม่ตรงกัน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้รับการจัดการ และปัญหาไม่ได้ถูกสื่อสารไปยังผู้ที่ควรตัดสินใจ

บทสรุป: ทำเสร็จ ไม่ได้แปลว่า สำเร็จ

ลองนึกถึงโครงการพัฒนาระบบที่ส่งมอบตรงเวลา ใช้งบประมาณตามแผน และผ่านการตรวจรับเรียบร้อยแล้ว

แต่หลังเปิดใช้งาน กลับไม่มีใครอยากใช้ระบบ ลูกค้ายังคงต้องโทรศัพท์สอบถามเหมือนเดิม และพนักงานยังต้องทำงานซ้ำซ้อน

ในมุมของการส่งมอบ โครงการอาจถือว่าทำเสร็จแล้ว

แต่ในมุมของธุรกิจ ประโยชน์ที่ตั้งใจให้เกิดขึ้นอาจยังไม่เกิดขึ้นจริง

นี่คือความแตกต่างที่ผู้บริหารโครงการทุกคนควรเข้าใจ

เราไม่ได้บริหารโครงการเพียงเพื่อให้งานเสร็จ แต่เพื่อให้สิ่งที่ลงมือทำช่วยแก้ปัญหาและทำให้องค์กรดีขึ้นจริง

และก่อนเริ่มโครงการครั้งต่อไป ลองถามทีมงานด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า

“พวกเรากำลังเข้าใจตรงกันจริง ๆ หรือเพียงแค่คิดว่าเข้าใจตรงกัน?”

เพราะบางครั้ง การใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างความชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจช่วยลดเวลา ความเสียหาย และความขัดแย้งที่ต้องตามแก้ไขไปตลอดทั้งโครงการ

เกี่ยวกับผู้เขียน

อาจารย์ ไกรกิติ ทิพกนก

Languages: EN I TH

บทความน่าสนใจ

Find the course that interests you!

ค้นหาหลักสูตรที่ใช่ เพื่อพัฒนาศักยภาพในตัวคุณ
Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

Ready to join our knowledge castle?

Find the right program for your organization and achieve your goals today

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save