เรื่องโดย  อาจารย์ไกรกิติ ทิพกนก  ผู้อำนวยการสถาบัน KCT Academy

บทนำ

“ Walk  in wisdom “ การดำเนินชีวิตไปบนสติปัญญา คือ ปรัชญาหมายเลขหนึ่งที่ผมยึดถือในการทำงานมาตลอดชีวิตการบริหารมาสิบกว่าปี เมื่อต้องเผชิญปัญหา ในฐานะผู้บริหารเราไม่อาจผลีผลาม หรือ ตื่นตระหนกไปกับสถานการณ์ไม่ได้  เราต้องสุขุมและใช้สติปัญญาเป็นดั่งโคมไฟนำทาง

โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตนั้น คือ วิกฤตสุขภาพที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ !!

ขึ้นชื่อว่าโรคระบาด โดยตัวเองมันเป็นวิกฤตที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน และกับใคร แต่มันสามารถพรากผู้บริหารคนสำคัญไปจากองค์กร ได้ทันที  มันบังคับให้ท่านต้องเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ ทิ้งแม่ทัพที่ร่วมสงครามธุรกิจด้วยกันมากลางทาง เพราะจ่ายค่าตอบแทนไม่ไหว บางองค์กรสูญเสียลูกค้าคนสำคัญจนถึงขั้นต้องปิดกิจการชั่วคราว

ผมเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านบทความนี้อยู่ คือผู้ที่ยังเลือกที่กัดฟันสู้ต่อไป ซีรี่ย์แรกนี้เป็นบทความยาวหลาย ตอนที่เขียนขึ้นมาด้วยหวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นเพื่อนเป็นกำลังใจทุกท่านฝ่าฟันปัญหาไปจนถึงวันที่เราพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

หากบทความนี้มีประโยชน์ก็ขอยกความดีให้ครับ ครอบครัว อาจารย์ และเพื่อนฝูงในวงธุรกิจที่เคี่ยวกรำผมมาจนพอมีสติปัญญารับใช้ทุกท่าน

ตอนที่ 1 ดำเนินธุรกิจอย่างสุขุมและตั้งโจทย์ให้ถูกต้อง

ในทฤษฎีการบริหารยุคใหม่ นักบริหารหันมาให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหา

ด้วยหลักคิดที่ว่า  “กุญแจที่นำไปสู่ปัญญา คือ การรู้ว่าคำถามที่ถูกต้องทั้งหมดคืออะไร  The key to wisdom is knowing all the right questions. ( John A. Simone, Sr.) การจะตั้งโจทย์ที่ดีได้นั้น ประการสำคัญประการแรกที่ท่านผู้บริหารต้องทำให้ได้คือ การ ยอมรับว่าวิกฤตธุรกิจนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว

การยอมรับนั้นหมายถึง การรู้ตัวว่าเราพลาดตกลงมาอยู่ในจุดที่ต่ำสุดและมีสติกลับมามีความหวังอีกครั้ง แล้วตัดสินใจเตรียมตัวให้พร้อมที่จะ Take off กลับขึ้นไป

ในขั้นต่อมาให้เรารีบประเมินตัวเองทันทีได้ว่า สถานการณ์นี้เป็นบวก หรือ ลบ ธุรกิจ ของเรา สินค้าของเรายังมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการมากแค่ไหนในตลาด สินค้าใดที่ยังเป้นที่ต้องการ สินค้าใดไม่เป็นที่ต้องการ

ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้บริหารสามารถเริ่มต้นโดยการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการตั้งคำถามถึงประเด็นสำคัญห้าด้าน ซึ่งได้แก่

  1. สถานการณ์ภาพรวมที่เกิดจากปัจจัยภายนอกมากระทำต่อธุรกิจคุณ อาทิ

– การเกิดขึ้นของโควิด-19 ส่งผลอะไรกับธุรกิจของเราบ้าง

– ภาวะวิกฤตธุรกิจครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร ทำไมเราจึงได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

– อะไรคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

– ภาวะของโควิด-19โควิดทำให้เราต้องเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจหรือไม่อย่างไร

2.  ขนาดและโอกาสของธุรกิจที่เป็นไปได้จริง อาทิ

– จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับโอกาสขยายธุรกิจหรือไม่มีโอกาสในตลาดต่างประเทศหรือไม่

– มีลูกค้ากลุ่มใหม่ๆที่ปรากฏตัวขึ้นหรือไม่

– เราสามารถใช้โอกาสนี้สร้างข้อได้เปรียบเพื่อเร่งสร้างการเติบโตได้หรือไม่อย่างไร

– เราค้นพบวิธีการทำกำไรแบบใหม่ หรือไม่

  1. กลุ่มตลาดเป้าหมาย อาทิ

– กลุ่มเป้าหมายนั้นมีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไร

– ลูกค้ากลุ่ม A จะยังใช้สินค้าและบริการของเราจนถึงเมื่อไหร่

– ลูกค้าของเราคือใคร และ มีตลาดรองรับยู่จริงใช่ไหม

– ตลาดสำรองในช่วงวิกฤตเช่นนี้ คือที่ไหน

  1. สภาพที่แท้จริงในองค์กร ทั้งสถานะการเงิน เทคโนโลยีและกระบวนการผลิต การจ้างงานและการบริหารบุคคล โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่มีในองค์กร อาทิ

– ในสถานการณ์เช่นนี้ มีแผนการใดที่ใช้งานได้จริงบ้าง

– ในขณะที่สินค้าขาดแคลน มีความต้องการซื้อสูง แต่ธุรกิจเรามีเงินทุนน้อยมาก ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือมากพอที่สามารถการสร้างกำไรด้วยการให้ลูกค้าชำระเงินล่วงหน้าได้หรือไม่ เพื่อให้เราลดความเสี่ยงจากต้นทุนจม และความต้องการเก็บสต็อกสินค้าให้น้อยที่สุดในช่วงนี้

– สถานภาพทางการเงินขององค์กรเป็นอย่างไร?

  1. คุณค่าและมูลค่าทางการตลาดของธุรกิจและสินค้ารวมถึงบริการ อาทิ

– มูลค่าของธุรกิจเราเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่หลังจากเกิดโควิด-19

– ลูกค้ามีความต้องการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเราหรือไม่?

– ลูกค้ายังยินดีจ่ายเงินแลกกับสินค้าของเราหรือไม่?

ยิ่งท่านผู้บริหารตั้งคำถามได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้ท่านยิ่งเห็นภาพสถานการณ์ของธุรกิจของท่านมากขึ้น ละเอียดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยท่านให้สามารถประเมินสถานะปัจจุบัน และอาจช่วยให้มองเห็นช่องทางความเป็นไปได้ที่จะขับเคลื่อนตัวธุรกิจให้ฝ่าวิกฤตไปต่อ ซึ่งจะกล่าวในตอนถัดไป

Please follow and like us:
SHARE