เรื่องโดย    อาจารย์ไกรกิติ ทิพกนก

ผู้อำนวยการสถาบัน KCT Academy

 

ตอนที่ 2/1   เข้าใจตัวเอง เข้าใจอนาคต

 หลายวันก่อนในวงเพื่อนฝูง มีคนถามว่า  “ในสายตานักบริหารอย่างผม คิดว่าวิกฤตนี้ส่งผลกระทบที่เกิดกับ Supply Chain อย่างไร?”  

 เริ่มต้นนั้นผมต้องยอมรับก่อนว่า การระบาดของโรคเป็นวิกฤตที่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ ทำให้ไม่อาจฟันธงได้ คงทำได้เพียงตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบคร่าวๆ ได้ดังนี้

ณ สถานการณ์ปัจจุบันต้องเข้าใจว่าปลายด้านนึงของห่วงโซ่นั้นหยุดชะงักลง อย่างธุรกิจบริการ ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าปลีก ฯลฯ แต่เราจะเห็นบทบาทผู้จัดจำหน่ายอาหารและผู้ค้าส่งในช่วงกลางของห่วงโซ่อุปทานนั้นน่าจะกำลังพยายามที่จะเปลี่ยนเส้นทางจากธุรกิจที่ถูกปิดไปสู่สถานที่ที่ผู้คนที่วิตกกับการขาดแคลนสินค้าในตอนนี้ส่วนใหญ่เข้าถึง จากนี้คงไม่มีอะไรที่ เปลี่ยนตามปกติ’ อีกต่อไป ”

แน่นอนว่าเราจะมีสุขภาพที่ปลอดภัยจากมาตรการ Social Distancing แต่ในอีกด้าน แนวทาง Social Distancing ทำให้หลายธุรกิจต้องชะงักลง ทำให้ไม่เกิดการกักตุนเพื่อใช้ในธุรกิจบริการ และปริมาณสินค้าคงคลังในโกดังของเหล่าดีลเลอร์และผู้แทนจำหน่ายก็กำลังระบายออก โดยที่จำกัดการนำเข้า สิ่งนี้ ทำให้ความต้องการผลิตลดลง แล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่ง SMEs บางส่วนอาจ จำเป็นต้องปิดกิจการลงชั่วคราว โดยเฉพาะ ผุ้ผลิตเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ อย่าง สุรา ไวน์ เบียร์ รายย่อย อาจต้องปิดตัวลงถาวรหากสถานการณ์ลากยาวไปจนถึง 12-18 เดือน

ในฟากผู้ผลิตสินค้า Primary อาทิ เกษตรกรรายย่อย หากเกิดการติดเชื้อ ก็ต้องเข้าสู่มาตรการ กักตัว ก็จะมีผลต่อการส่ง Raw Material เข้าสู่โรงงานขาดเล็กเพื่อแปรรูป อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และ อาหารแปรรูปที่มีทุนสูงจะสามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้ เข้าถึงแหล่งที่ไม่มีปัญหาแล้วกวาดตุนสินค้ามาในราคาต่ำเพื่อเตรียมผลิตและจัดจำหน่าย ในฝั่งการผลิตธุรกิจที่ยังเติบโตได้ ในระยะถัดไปจะการมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนคนมากขึ้น แต่เทคโนโลยีจะไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่ยั่งยืน สุดท้ายนวัตกรรมสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปจะอยู่รอด การแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีการผลิตจะทำให้ ผู้ประกอบการ SMEs ที่รอดไปได้จากวิกฤตครั้งนี้ จะดำเนินธุรกิจบนความยากลำบาก เพราะขาดสภาพคล่องในการลงทุน

ในระยะอันใกล้เราอาจได้เห็นการจับมือกันใหม่ๆ ของคู่แข่งที่จะกลายมาเป็นพันธมิตรร่วมมือกันผลิตมากขึ้น ผู้ประกอบการที่คาดหวังการช่วยเหลือจากภาครัฐ และ ภาคการเงิน ในการลงทุนให้แทนตัวเอง อาจต้องผิดหวังเนื่องจากรัฐบาลคงไม่สามารถเยียวยาได้มากดั่งเดิม เพราะรายได้ประชาชาติลดลง ภาษีที่เก็บได้ก็ลดลงตามไปด้วย

แล้วเราควรจะดำเนินทิศทางไปในทางใด?  ติดตามต่อในตอนหน้าครับ

Please follow and like us:
SHARE