สำหรับ Gen Z การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาวและเมื่อสิ่งต่างๆปิดตัวลงการ พื้นที่ส่วนกลางตามศูนย์การค้า ทั้งร้านกาแฟ หรือ Co Working Space ไม่สามารถใช้เป็นที่รวมตัวกันได้ และการปาร์ตี้สังสรรค์ก็ถูกยกเลิก การส่งข้อความสื่อสังคมและวิดีโอแชทอาจสามารถช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าได้ แต่การสื่อสารเสมือนไม่ดีเท่าการติดต่อแบบเห็นหน้ากันแม้ในยามที่มาตรการ Social Distancing ถูกนำมาใช้ทั่วโลก และการทำงานที่บ้านได้รับการสนับสนุน

จากข้อมูลล่าสุดที่เกิดขึ้นในรอบ 7 ปีหลัง พบว่าอัตราการซึมเศร้าทำร้ายตนเองและฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นในหมู่วัยรุ่น และสิ่งนี้อาจแย่ลง เราต้องยอมรับว่าการระบาดของโรคมีผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างลึกซึ้งต่อผู้คนมากมาย ความวิตกกังวลความกลัวและความกังวลเป็นสิ่งที่อาละวาด เมื่อเราตัดตัวเองออกจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมความวิตกกังวลอาจเปลี่ยนเป็นภาวะซึมเศร้า

ความท้าทายใหม่ ถูกบังคับให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่การทำงานจากที่บ้าน หรือ จากระยะไกลระหว่างที่กักตัวอยู่ อาจมีผลต่อความเครียดเกิดขึ้นกับพนักงาน Gen Z  แม้จะมีคำเตือนที่ชัดเจนของผู้เชี่ยวชาญการระบาดถึงวิธีการป้องกัน แต่คนไทยจำนวนมากเชื่อว่าการระบาดของ coronavirus ยังต้องกังวล เมื่อจากข่าวสารพบว่ายังมีคนไม่เชื่อฟังเมื่อรัฐบาลบอกให้ทุกคนอยู่บ้าน

Generation Z นั้น โดยเฉลี่ยคือคนที่เกิดในระหว่างปี 1997-2012 เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า GenZ พวกเขาจำนวนมากดำเนินชีวิตโดยให้ความสนใจเพียงเล็กน้อยกับคำเตือนจากผู้ปกครองหรือหัวหน้า พวกเขาสนุกกับตัดสินใจด้วยตัวเอง อีกทั้งยังมองหาการทำงานที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิมทั้งจากนายจ้างปัจจุบันหรือในอนาคต แนวคิดการทำงานสี่วันต่อสัปดาห์ และการที่นายจ้างอนุญาตให้พวกเขาทำงานจากที่ใดก็ได้ มาถึงและออกจากงานได้ตามที่พวกเขาต้องการ สะท้อนให้เห็นถึงการต้องการเรียกร้องให้พวกเขามีสิทธิ์ในการตัดสินใจในการทำงานและใช้ชีวิต

วิกฤตด้านสุขภาพโลกในปัจจุบันกำลังทำให้เกิดความจำเป็น ที่ฝั่งนายจ้างจำยอมยืดหยุ่นให้พนักงานสามารถเลือกสถานที่และเวลาที่พวกเขาทำงาน เพื่อให้งานยังสามารถดำเนินไปได้

โจทย์สำคัญที่อยู่ในใจ ผู้บริหารและ HR หลายท่านคือ “แล้วจะทำอย่างไรให้ Gen Z ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ? และไม่เครียดจนซึมเศร้า” ในวันที่เกิด Covid19  และไม่ต้องเข้าออฟฟิศ

Background photo created by rawpixel.com – www.freepik.com

โชคดีที่ บรรดา Gen Z มีพฤติกรรมอยู่สองประการที่ดีมาก ประการแรก พวกเขาล้วนให้ความสำคัญกับการโต้ตอบแบบตัวต่อตัวนั่นหมายความว่า คุณจะต้องพยามยามสร้างโอกาสสื่อสารกับเขามากขึ้นตัวต่อตัว แต่อย่างไรก็ดีหากประเด็นที่คุณสื่อสารพวกเขาไม่ชอบ พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนไปพูดคุยและเสพสื่อที่พวกเขาพอใจมากกว่า ดังนั้นเนื้อหาที่จะสื่อสารกับพวกเขาต้องสร้างแรงสะเทือนใจเขามากพอ

ประการที่สอง นั้น คือ การให้ความสำคัญต่อ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า  Professor Martin Seligman, University of Pennsylvania  ผู้เชี่ยวชาญด้าน ศาสตร์แห่งความสุข กล่าวว่า มนุษย์จะมีความสุข เมื่อเขาพบว่าเขานั้นมีความหมายต่อชีวิตผู้อื่น (Meaningful)

ซึ่งจากการศึกษาของ Michael Pankowski, Crimson Connection พบว่า Gen Z เป็นรุ่นที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าประสงค์ (Purpose)ที่มุ่งหวังและ Gen Z คาดหวังว่า บริษัท ต่างๆจะให้ความสำคัญกับการทำดีเพื่อโลกเช่นเดียวกับพวกเขา สิ่งนี้เห็นได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะความเป็นผู้นำที่มีมาตั้งแต่อายุยังน้อย กลุ่ม Gen Z หากมีประเด็นที่เขาตระหนักถึงความสำคัญเขาจะไม่จบเพียงแค่พูดคุย แต่เขาเลือกที่จะลงมือทำให้เกิดขึ้น จนมีคนกล่าวถึงว่า “Generation Z, they cleaned up their own mess” (พวก Gen Z,จะจัดการความยุ่งเหยิงของตัวพวกเขาเอง)

จากสองประการข้างต้น จะเห็นได้ว่าไม่มีเวลาใดที่จะดีไปกว่าตอนนี้ในช่วงวิกฤตสุขภาพของคนทั้งโลก ที่บริษัท ต่างๆแสดงให้เห็นถึงเป้าประสงค์ (Purpose)ที่มุ่งหวังของบริษัท ที่มีอุดมการณ์มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชุมชน สังคม แล้วดึงเหล่า Gen Z มาร่วมอุดมการณ์ของบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น CEO Eric Yuan ซีอีโอของ Zoom ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการแพลทฟอร์มการประชุมทางไกลออนไลน์ ประกาศว่า บริษัทของเขากำลังจะมอบเครื่องมือการประชุมทางวิดีโอของโรงเรียน K-12 ให้โรงเรียนฟรีเนื่องจากมีโรงเรียนถูกปิดเนื่องจากไวรัส COVID-19  เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถการศึกษาจากที่บ้าน  สิ่งนี้ไม่เพียงจะยึดโยงและผูกพันธ์ พนักงาน Gen Z ให้ทุ่มเทกับงานแต่จะสร้างความภาคภูมิใจว่าเขาอยู่ในองค์กรที่ดี มีจิตสำนึก สิ่งนี้จะช่วยดึงพวกเขาออกมาทำงานร่วมกับเราอย่างมีความสุข ไม่จมอยู่กับความวิตกกังวลมากเกินไป

หากพวกเราต้องการมีความสัมพันธ์ระยะยาวกับ Gen Z บริษัท และผู้บริหารทุกระดับชั้นตลอดสายบังคับบัญชาต้องยืนหยัด และสื่อสารเพื่อสร้างอุดมการณ์ร่วมในการทำงานและปลูกฝังวัฒนธรรมการใส่ใจสังคมและโลกในองค์กร เพราะมันเป็นความจริงที่ว่า Gen Z เกือบทั้งหมดมากกว่า 90%  มักเลือกตัดสินใจที่จะทำงานในองค์กรที่การดำเนินธุรกิจของบริษัทมีผลกระทบด้านบวกต่อสังคม ตามการวิจัยจาก Institute for Corporate Productivity (2015)

ระหว่างการระบาดใหญ่ นายจ้าง,ผู้บริหาร และ HR อาจถูกเร่งให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายและตกอยู่ในภาวะจำยอมเปลี่ยนวิธีการทำงานในอดีต แต่หากท่านยอมรับว่า Gen Z กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นประชากรส่วนใหญ่ในทศวรรษหน้า และเป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต อย่าปล่อยให้ COVID-19 และ Gen Z บังคับให้พวกเราต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่ แต่ให้ผู้บริหาร และ HR ตั้งเป้าหมายร่วมกับบรรดาน้องใหม่ Gen Z ในองค์กรของท่าน โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้ 2020 ให้เป็น

            “ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการทำงานระยะไกลด้วยเครื่องมือดิจิทัล”

Please follow and like us:
SHARE