เรื่องโดย  อาจารย์เทียนชัย ปิ่นวิเศษ

นักวิชาการอิสระ, ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ที่ปรึกษา และวิทยากรประจำสถาบัน KCT Acdemy

 

เสียงไก่ขันกระชัน ยามเช้า แข่งกับตะวันที่กำลังชิงฟ้า กระบือหนุ่มเดินดุ่มสู่ท้องนา รวงข้าวสีทองค้อมโค้งคารวะอย่างถ่อมตน ขณะที่ดอกหญ้าชู่ช่อ ประชันดอกกันอย่างผยอง สังคมกสิกรรมผลิตแล้วส่งขาย ทำแบบใสๆตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่มีกรรมวิธีการผลิต ที่ซับซ้อน ไม่ใช้การตลาดที่มากด้วยกลยุทธ์และกุศโลบาย สินค้าส่งออกส่วนใหญ่มีทั้งข้าว ไม้สัก ยางพารา ซึ่งคือสินค้ายุคอนาล็อกของ สังคม 1.0

เสียงนาฬิกาปลุกยามเช้า ที่เริ่มเข้ามาเสริมเสียงปลุกของไก่โต้ง ยุคนี้มีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อแปรรูปสินค้า ผสมผสานกับค่าแรงงานราคาถูก ส่งผลให้ไทยกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกของสินค้าประเภทเครื่องหนัง รองเท้า เครื่องประดับ การตลาดเริ่มมีความซับซ้อน มาตรการกีดกันทางการค้าเริ่มถูกนำมาใช้กับประเทศคู่ค้า นี่คือภาพของ สังคม 2.0

เสียงไก่ขันยามเช้าเริ่มแผ่วเบา จนเกือบจะจางหายจากสังคมเมือง เสียงนาฬิกาปลุกแม้จะยังคงมีให้ได้ยิน แต่แหล่งที่มาของเสียงกลับแปลเปลี่ยนจากนาฬิกาปลุกมาเป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่สามารถผลักดันตัวเองขึ้นมาอยู่แนวหน้า และผูกติดกับมนุษย์จนแทบจะไม่สามารถแยกออกจากกัน จนผู้รู้บางท่านนิยามว่า เจ้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือสมองนอกกะโหลกของมนุษย์

ยุคนี้มีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่ออุตสาหกรรมหนัก มีการขยายตัวของการลงทุนจากต่างชาติ มีความซับซ้อนด้านการผลิต เทคโนโลยีและวิทยาการถูกนำมาใช้เพื่อสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางด้านการผลิตมากขึ้น สินค้าที่ทำการผลิตเพื่อส่งออกคือ เหล็กกล้า รถยนต์ และเครื่องไฟฟ้า เป็นต้น อัตราค่าแรงงานเริ่มเพิ่มจำนวน จนก่อให้เกิดผลการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงค่าแรงขั้นต่ำ มาตรการกีดกันทางการค้า และการแสวงหาพันธมิตรคู่ค้า รวมทั้งการนำมาตรการให้สิทธิพิเศษยกเว้นภาษีศุลกากรที่มอบให้กับพันธมิตรเฉพาะรายถูกนำมาใช้ เพื่อสร้างมิตรคู่ค้า และสร้างอุปสรรคให้กับอริทางการค้า ยุคนี้คือ ยุค 3.0

เทคโนโลยีและการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม การผลิตและการค้ามีความเข้มข้นมากขึ้น ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมุ่งเน้นความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงโฉมการผลิตสินค้า มีการเพิ่มมูลค่าและศักยภาพด้านการผลิตโดยนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้อย่างจริงจัง มีการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจทั้งภายในและส่งออก โดยนำจุดแข็งของประเทศมาใช้ทั้งด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม นอกจากมีการนำจุดแข็งมาใช้ยังแก้ไขโดยพยายามกำจัดจุดอ่อน แล้วเสริมทัพโดยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้เทคโนโลยีเป็นจุดถักทอก่อให้เกิดนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้ โดยพยายามใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด สร้างการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมจากภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน สงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจมีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบกับการส่งออกของประเทศไทย มีการจับมือสร้างเขตการค้าเสรีทั้งในรูปทวิภาคี แบบพหุภาคี และแบบภูมิภาค ยุคนี้คือ ยุค 4.0

นับจากยุค 3.0 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าเกิด 2 นคราขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นคราที่หนึ่งคือ นคราอนาล็อก ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบหรือ ฮาร์ดแวร์ ในขณะที่อีกนคราที่กำลังแผ่อิทธิพลอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นนคราแห่งมหาอำนาจ คือ นคราดิจิทัล ซึ่งจะว่าไปแล้วนครานี้จะช่วยด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการผลิต และช่วยเป็นแหล่งช่วยกระจายขายสินค้า นครานี้ประหนึ่งคือสมอง หรือซอฟต์แวร์

แม้สังคมจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 แต่ความเป็น 1.0 – 3.0 ก็ยังดำรงคงอยู่ วิถีชีวิตของสังคม 4.0 แม้จะสะดวกสบาย รวดเร็วจนเกือบเรียกว่าร้อนรน  แต่ก็ไม่สมารถสลัดรากเหง้าที่เป็นแหล่งวัตถุดิบของสินค้าของนคราอนาล็อกไปได้

สังคม 4.0 เป็นยุคของข้อมูลหรือ Data “เราสามารถมีข้อมูลได้โดยไม่มีความรู้ แต่เราไม่สามารถมีความรู้ได้โดยไม่มีข้อมูล” Daniel Keys Moran ได้กล่าวเอาไว้

สถาบัน McKinsey Global ได้ประเมินว่า ในยุค Data  ขณะนี้มีการไหลเวียนของ Data ข้ามไปมาระหว่างประเทศ เติบโตกว่า 50 เท่า เมื่อเที่ยบกับ10 ปีที่แล้ว

เมื่อถึงปี คศ 2025 ข้อมูลที่สะสมทั่วโลก จะเท่ากับ 1 ล้าน ห้องสมุด ถ้าเป็นเพลงเราท่านสามารถนั่งฟังเพลงอย่างต่อเนื่องได้ 3.3 แสนล้านปี

5G จะมีความเร็วกว่า 4G 100 เท่า การอัพโหลดและดาวน์โหลดจะเร็วกว่าเดิม 100 เท่า

Quantum Computer จะเร็วกว่า PC ทั่วไปถึง100 ล้านเท่า

ใน 1 นาทีจะมีการส่งอิเล็กทรอนิกส์เมล์186 ล้านครั้ง

คนจะดู YouTube 4.3 ล้านครั้ง

มีคน login Facebook เกือบ 1 ล้านคน

มีการซื้อของ ผ่านทาง online เกือบ 1 ล้าน เหรียญสหรัฐ

ปัจจุบันกว่า 350 ล้านคนใช้การค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์  12% ของการค้าโลก

การทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มการค้าทุกวันนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกดิจิทัลโดยไม่ต้องมีการเคลื่อนย้ายวัตถุเฉกเช่นการชมภาพยนตร์โดยไม่ต้องไปหาซื้อแผ่น DVD จากร้านหรือห้างสรรพสินค้า แต่เราสามารถอยู่ที่บ้านแล้วดูภาพยนตร์ผ่านระบบสตรีมมิ่ง  รูปแบบการดำเนินธุรกิจแปรเปลี่ยนไปอาทิ ร้านขายหรือให้เช่าวีดีโอ หรือดีวีดี เริ่มมลายหายสูญ ในขณะที่รูปแบบใหม่ถือกำเนิดเกิดขึ้น เช่น Netflix  คิดค้นระบบสมาชิกแบบเสียค่าบริการให้คน Streaming ทำให้บริษัทสามารถทะลุทะลวงตลาด ขยายฐานลูกค้าเพิ่มไป 200 ประเทศโดยประมาณผ่านระบบ Cloud

จะเห็นได้ว่าแหล่งวัตถุดิบถึงแม้จะเป็นยุค 4.0 หรือยุคต่อไปในอนาคต ก็ยังต้องอาศัยแหล่งมาจากนคราอนาล็อค ในขณะที่นคราดิจิทัลจะสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพ ทั้งด้านการผลิต ช่องทาง และรูปแบบการจำหน่ายหรือเผยแพร่ สินค้าให้กว้างขวาง สะดวก รวดเร็วประหยัดและคุ้มค่าต่อทรัพยากรโลก

สองนคราทั้งอนาล็อกและดิจิทัลยังคงต้องพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกัน  ไม่น่าจะเกิดเหตุที่ว่า ดิจิทัลมา อนาล็อกตาย แต่มีความเป็นไปได้ที่ อนาล็อกและดิจิทัลจะเป็นสหายต่างวัยที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เฉกเช่นเพื่อนไม่ทิ้งกัน ดุจดั่ง เสมอเพื่อนเสมือนญาติของกันและกัน

 

หมายเหตุ : ข้อมูลเกี่ยวกับ Data บางส่วนนำมากจากหนังสือ เปลี่ยนปัจจุบันทันอนาคต ของคุณสันติธาร เสถียรไทย

Please follow and like us:
SHARE