cool man pensive

หลักคิดและหลักคาดการณ์

หลักคิด สรรพสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเกี่ยวเนื่องกัน หมายความว่า บนโลกของเรานั้นทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น เช่น การตัดไม้ทำลายป่าส่งผลให้ในช่วงฤดูฝนเกิดภัยธรรมชาติน้ำท่วม และส่งผลต่อประชาชน เป็นต้น

หลักคาดการณ์ พิจารณาจาก ปัจจัยขับเคลื่อนอนาคตอย่างองค์รวม ปัจจัยขับเคลื่อนอนาคต หมายถึง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดอนาคตของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราต้องคาดการณ์ว่าปัจจัยเหล่านี้จะเป็นเช่นไรในอนาคต และจะกระทบต่อเป้าหมายที่เราต้องบรรลุอย่างไรบ้าง สิ่งที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก  ปัจจัยภายในเป็นลักษณะที่เราสามารถบอกถึงตัวตนได้ และปัจจัยภายนอกเช่น ครอบครัว เพื่อน สถานที่พักอาศัย เป็นต้น

การคิดเชิงอนาคต คือความสามารถในการฉายภาพแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้หลักคาดการณ์ที่เหมาะสม การคิดเชิงอนาคตเป็นการฉายภาพไปสู่อนาคตหากเราตั้งคำถามเหล่านี้จะมีคำตอบได้หากเราใช้กระบวนการคิดเชิงอนาคต เช่น ถ้าตัดสินใจทำสิ่งนี้ อาจจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?   ขณะนี้เป็นเช่นนี้ ต่อไปอาจจะเป็นเช่นไรได้บ้าง?
การคิดเชิงอนาคตนั้นเป็นการคิดมิติใหม่ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องฝึกการคิดเชิงอนาคต ซึ่งการคิดเชิงอนาคตทำให้เกิดประโยชน์ อาทิเช่น

  • เพราะเราต้องอยู่เพื่ออนาคต ไม่ใช่ปัจจุบัน การคิดเชิงอนาคตทำให้เราสามารถปรับตัวและทันต่อสถานกาณ์ได้
  • เพราะช่วยให้ตัดสินใจวันนี้ได้ดี เพื่ออนาคตที่ดีกว่า (เพราะการคิดเชิงอนาคตทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ดีเนื่องจากเราสามารถวิเคราะห์อนาคตได้ดี และทันต่อการเปลี่ยนแปลง)
  • เพราะช่วยให้ตระหนักว่า เราเป็นทั้งผู้กระทำ และ ผู้ถูกกระทำ จากอนาคต
  • เพราะช่วยให้เรามองการณ์ไกล ไม่มองแคบ ใกล้ (การคิดเชิงอนาคตทำให้เราสามารถมองเห็นภาพในอนาคต และสามารถปรับตัว สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที)
  • เพราะช่วยเราเชื่อมโยงกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักคิดเชิงอนาคตมองว่าเราอยู่บนโลกแห่งการเชื่อมโยงกัน สรรพสิ่งล้วนพึ่งพากัน

ดังนั้นการเป็นนักคิดเชิงอนาคตจะสามารถทำให้ปรับตัวได้ เป็นเป็นผู้ประสบความสำเร็จในอนาคตได้

สิ่งที่คาดหวังและผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้

  1. ตระหนักถึงความสำคัญการคิดเชิงอนาคต
  2. เพื่อเตรียมความพร้อมและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์
  3. เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในปัจจุบันส่งผลที่ถูกต้องต่ออนาคต
  4. เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพของความสำเร็จโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เนื้อหลักสูตร (Course outline)

  • Futuristic Thinking (คิดเพื่ออนาคต)
    • ความหมายของ”อนาคต”
    • เหตุใดต้องคิดเชิงนาคต
    • หลัก “คิด”และหลักการ “คาดการณ์” อนาคต
    • วิธีการวาดภาพอนาคต “Futuristic Planning”
    • ฝึกทักษะการคาดการณ์อนาคต เพื่อการพัฒนางาน/โปรเจคที่รับผิดชอบ
    • วิธีพัฒนาตนเองให้มีทักษะการเป็นนักคิดเชิงอนาคตเพื่อการพัฒนาองค์การ(Organization awareness)

BRAIN STROM WORKSHOP: กิจกรรมพัฒนาทักษะการเป็นนักคิดเชิงอนาคตเพื่อการพัฒนาโปรเจคที่รับผิดชอบ

  • Future Cheat : ฝึกทักษะการวาดแผนอนาคตและการคาดการณ์อนาคต “Futuristic Planning

กลุ่มเป้าหมายของการอบรม

  1. ผู้นำและผู้บริหารระดับต้นขององค์กร
  2. ผู้บริหารและบุคลากรในสายงานบริหารทรัพยากรมนุษย์
  3. ผู้จัดการโครงการ (Project Management Leader) และหัวหน้าทีม (Team Leader)
  4. บุคลากรในระดับหัวหน้างาน

ระยะเวลาดำเนินการฝึกอบรมตามหลักสูตร

สำหรับหลักสูตรนี้ สามารถเป็นหลักสูตร 1-2 วัน(09.00 น. – 16.00 น.) ตามความเหมาะสมขององค์กร โดยการอบรมจะประกอบด้วยการบรรยายทฤษฎีและหลักการกิจกรรมปฏิบัติการกลุ่มและการฝึกประยุกต์ความรู้จากการฝึกอบรมความท้าทายหรือวาระที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผลการดำเนินงาน (ตามความเหมาะสม)

วิธีการดำเนินหลักสูตร

  1. เพื่อให้การถ่ายทอดองค์ความรู้สามารถนำไปสู่ประโยชน์ต่อองค์กรและสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจของแต่ละองค์กร เนื้อหาหลักสูตรจะได้รับการออกแบบให้เหมาะสมและตามความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร (Customized) โดยดำเนินการจัดอบรมภายในองค์กร (In House Training) ในวันและเวลาที่องค์กรสะดวกและบุคลากรมีความพร้อมในการเข้าอบรมอย่างพร้อมเพรียง
  2. เน้นรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการควบคู่กับทฤษฎี และกรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายประมวลสรุปให้บุคลากรผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความเข้าใจและมีทักษะเบื้องต้นเพียงพอในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ต่อไป
  3. กิจกรรมการเรียนรู้ เสวนากลุ่มและการระดมความคิด “หาปัญหาและอุปสรรคของการเรียนรู้งานที่เขาพบในองค์กร ร่วมกันวิเคราะห์ทำความเข้าใจปัญหา สาเหตุ และผลกระทบของระบบการทำงานที่ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในปัจจุบันซึ่งพบได้ในแทบทุกองค์กร เพื่อระบุข้อดี(จุดแข็ง)และทิศทางโอกาสในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการความรู้ในองค์กร แล้วให้พวกเขาช่วยกันเขียนวิธีต่างๆ ที่ทำให้พวกเขาสามารถเรียนรู้งานได้ดีขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการวางระบบการเรียนรู้ในองค์กร (Knowledge Flow)

กิจกรรมการเรียนรู้2. เสวนากลุ่มระดมความคิดหัวข้อ “ทักษะที่จำเป็นสำหรับพนักงานทุกคนในองค์กรที่จำเป็นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง” เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบจุดเสีย และจุดเด่นของตนด้วยตนเอง ฝึกการทำงานเป็นทีม ร่วมกันวิเคราะห์ทำความเข้าใจปัญหา สาเหตุ และผลกระทบของการทำงานอันเนื่องมาจากการขาดความเข้าใจในทักษะแต่ละด้าน แล้วเปิดโอกาสให้พวกเขาช่วยกันสรุปบทเรียนจากกิจกรรม เพื่อระบุโอกาสในการปรับปรุงศักยภาพของตนเองและทีมร่วมกัน

กิจกรรมการเรียนรู้3. “เรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมกลุ่ม “Futuristic & Change Roadmap” เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบจุดเสีย และจุดเด่นของตนด้วยตนเอง ฝึกการทำงานเป็นทีม ร่วมกันวิเคราะห์ทำความเข้าใจปัญหา สาเหตุ และผลกระทบของการทำงานที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ทีมขาดเอกภาพในการดำเนินตามยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลง แล้วเปิดโอกาสให้พวกเขาช่วยกันสรุปบทเรียนจากกิจกรรม และเขียน “แผนการทำงาน Action Plan (กลุ่มหัวหน้างาน) หรือ Strategic operation Plan (กลุ่มผู้บริหาร) เพื่อกำหนดทิศทางโอกาสในการปรับปรุงระบบการทำงานร่วมกันเพื่ออนาคต

 

แนวทางและเทคนิคที่ใช้ในการดำเนินหลักสูตรฝึกอบรม

  • การฝึกอบรมใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult Learning) โดยเน้นให้ผู้เรียนได้คิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง และ สามารถนำไปใช้ได้ทันที
    • การสร้างและกระตุ้นการสื่อสาร 2 ทาง เช่น
      • การแนะนำตัวเอง จุดประสงค์และความคาดหวังจากการอบรม
      • คำสำคัญต่างๆ (Key Words)
      • การตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดของผู้เข้าอบรม
    • การประเมินผลตนเองหลังการอบรม
      • ผ่านการนำเสนอผลงานกิจกรรมกลุ่ม (Workshop)
      • ผ่านการนำไปถ่ายทอดต่อ
    • Workshop ประเด็นสำคัญที่สามารถฝึกทักษะได้
      • กระตุ้นให้ฝึกคิดและนำเสนอ
      • นำเทคนิค เครื่องมือและแบบฟอร์มมาตรฐานไปทดลองใช้
      • แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่มระดมสมอง
    • Assignment เพื่อนำไปฝึกฝนเพิ่มเติม
      • หัวข้อหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจงานของตนเอง
    • เนื้อหาของหลักสูตรมีทั้งการบรรยาย , การระดมสมอง (Brainstorming) , การปฏิบัติการ (Work Shop) , การแสดงสถานการณ์จำลอง (Simulation) และ การนำเสนอ (Present) ทำให้การเรียนรู้ เกิดความสนุกสนาน และสามารถเข้าใจด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
    • วิทยากรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator)เพื่อให้ผู้เรียนรู้ สามารถพัฒนาประยุกต์เทคนิคและเครื่องมือได้อย่างเหมาะสมกับจริตของตนเอง และนำไปสู่การใช้ปฏิบัติงานจนเกิดความชำนาญ

 

วิทยากร

 อาจารย์ไกรกิติ ทิพกนก

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาองค์กร ผู้บริหารองค์ธุรกิจ, ผู้บริหารองค์สาธารณะ   คอลัมนิสต์อิสระ  นักบริหารองค์กร อดีตเลขานุการที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  นักวางแผนเชิงกลยุทธ์ธุรกิจบริการและที่ปรึกษาด้านการวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อการทำแผนธุรกิจ

 

Please follow and like us:
SHARE