วิทยากรประจำ KCT Academy

Design course by   Mr. Denis Billette

Busissness Systems Specialist &
Business Intelligence Analyst

ภาพรวมหลักสูตร (Course Overview)

ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าทั้งในทางส่วนตัวและทางธุรกิจ ไม่ว่าอาชีพของคุณคืออะไร หรือตำแหน่งปัจจุบันคุณอยู่ในระดับไหน การรู้วิธีปรับประยุกต์ใช้การคิดเชิงวิเคราะห์จะสร้างประโยชน์ต่อบริษัทและองค์กรที่คุณอยู่หรือทำงานให้ จนนำไปสู่การได้รับการสนับสนุน เลื่อนตำแหน่งและได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น

เรื่องของตรรกะและการวิเคราะห์นั้นมีความเป็นสากล กล่าวคือ มีความสำคัญในทุกพื้นที่ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน จำเป็นในทุกความสัมพันธ์ ทั้งครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งกับเด็กๆ

โดยทั่วไป การแก้ปัญหาใดๆ จำเป็นต้องใช้การคิดเชิงวิเคราะห์ในบางระดับเสมอ ซึ่งขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ที่พบได้บ่อย เช่น การจัดการ การแก้ไขปัญหา การสื่อสาร การประมาณงบประมาณ การรายงาน การวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การวินิจฉัย ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นโอกาสที่ทำให้คุณมีทักษะพื้นฐานของการคิดเชิงวิเคราะห์อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในหลักสูตรนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีการระบุทักษะที่มีในตัวคุณ รวมถึงวิธีการพัฒนาทักษะเหล่านั้น เพื่อสามารถปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและชีวิตของคุณเอง นอกจากนี้ คุณจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการนำทักษะเหล่านี้ไปใช้จนคุณกลายเป็นนักแก้ไขปัญหาที่เก่งขึ้น และทำให้คุณเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยเป้าประสงค์ของหลักสูตรนี้ คือ พัฒนาศักยภาพและความสามารถของคุณเพื่อที่จะสามารถระบุ วิเคราะห์ ตั้งคำถาม ประเมินผล และมองภาพรวมเพื่อเสริมสร้างแนวคิดวิเคราะห์ที่อิสระเสรีได้

แนวคิดสำคัญ (Key Concept)

ทุกสิ่งมีชีวิตที่เคยมีมาและที่ยังคงอยู่ล้วนมีความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ในบางระดับ แม้ว่าจะเป็นสัญชาติญาณอย่างเข้มข้นก็ตาม (เช่น ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด) ซึ่งเป็นความสามารถที่ธรรมดาเมื่อเทียบกับมนุษย โดยสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งอื่นๆ คือ ความสามารถในการหาสาเหตุของปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาผลกระทบของปัญหา และนี่คือแนวคิดหลักที่สำคัญ คือ การใช้ชุดทักษะที่ได้รับการตกทอดมาพัฒนาและปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตและปัญหาทางธุรกิจ

นิยามศัพท์สำคัญ (Key Terminology)

การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)

โดยนัยแล้ว การคิดเชิงวิเคราะห์เกี่ยวข้องกับการใช้การวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์เพื่อกำหนดหรือสร้างแนวทางสำหรับแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการตามหลักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุและผลกระทบ รวมทั้ง ใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจ

การวิเคราะห์ (Analysis)

การวิเคราะห์เป็นการตรวจสอบอย่างละเอียดและเป็นระบบและเป็นการประเมินองค์ประกอบหรือโครงสร้างของบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งมักจะมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความหมาย คุณสมบัติสำคัญ หรือสาเหตุที่แท้จริง อีกทั้งเกี่ยวข้องกับการแยกแยะหรือแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อที่จะพบความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ลักษณะการทำงาน และความสัมพันธ์ในสิ่งนั้นๆ

ข้อโต้แย้ง (Arguments)

คำกล่าวของข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่เป็นกลางและชักจูงโน้มน้าวใจได้ นับเป็นข้อโต้แย้งที่มีเหตุผล ซึ่งสาระสำคัญ ได้แก่ เหตุผลหรือชุดของเหตุผลที่ถูกกำหนดไว้ด้วยจุดประสงค์เพื่อโน้มน้าวผู้อื่นว่าการกระทำหรือความคิดนั้นถูกหรือผิด กล่าวคือ เมื่อเพิ่มองค์ประกอบใดๆ ที่สามารถปกป้องคำกล่าวเดิมได้ ก็นับว่าเป็นเหตุผลที่ผ่านการวิเคราะห์และการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครอบคลุมแล้ว ทั้งนี้ โดยทั่วไป การกระทำและการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในมือ

การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative-Thinking)

การคิดเชิงสร้างสรรค์ คือ การมองหาบางสิ่งบางอย่างด้วยวิธีการใหม่หรือมุมมองที่สดใหม่ (เช่นเดียวกันกับการคิดนอกกรอบ) เพื่อที่จะคิดสิ่งใหม่หรือสิ่งที่เป็นต้นฉบับ เป็นจุดเริ่มต้น โดยต้องอาศัยการเปิดใจกว้างเพื่อที่จะพัฒนาแนวทางหรือวิธีการอันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดๆ ทั้งในอดีตและเหตุการณ์ปัจจุบัน

การคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการคิดแบบยืดหยุ่น ใหลลื่น และเน้นการริเริ่ม ซึ่งรูปแบบเหล่านี้มักจะใช้วิธีการกำหนดกรอบใหม่ (Reframing) การทำงานกับแนวคิดหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม (Abstraction) การระดมความคิด (Brainstorming) การทำแผนผังความคิด (Mind Mapping) การคาดคะเนและการคิดที่แตกต่าง (Conjecture and Divergent Thinking) หรือการยอมรับแนวคิดและสมมติฐานที่คิดต่างและท้าทาย

การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical-Thinking)

การคิดเชิงวิพากษ์ คือ การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของความเสี่ยงหรือประเด็นตามข้อเท็จจริง ข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยปราศจากอิทธิพลจากความรู้สึกส่วนตัว ความคิดเห็น หรืออคติ กล่าวคือ มุ่งเน้นไปยังข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงเพียงอย่างเดียวและใช้หลักตรรกะเหตุผล ความเชื่อมโยงต่อเนื่อง ความเป็นระเบียบในการทำให้เป็นเหตุเป็นผล การวิเคราะห์ การประเมินและการตีความเพื่อเกิดการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด

การตัดสินใจ (Decision-Making)

การตัดสินใจคือกระบวนการของการเลือกด้วยการระบุความเสี่ยง/ประเด็น การรวบรวมข้อมูล และการประเมินวิธีการแก้ปัญหาทางเลือก โดยพิจารณาจากเสียงตอบรับและข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล

โดยทั่วไป ตัวแบบหรือแบบจำลองการตัดสินใจที่เป็นทางการ ถูกเรียกว่า ตัวแบบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ซึ่งพิจารณาปัจจัยนำเข้า วิเคราะห์และประเมินผลลัพธ์เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบใด

การแยกแยะปัญหา (Deconstruction of a Problem)

การแยกแยะปัญหาในบริบทของการคิดเชิงวิเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแยกย่อยปัญหาออกเป็นส่วนๆ อย่างเป็นระบบสู่องค์ประกอบสำคัญเพื่อการวิเคราะห์และประเมินผล

การกำหนดความเกี่ยวข้อง (Determining Relevance)

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ท้าทายมากที่สุดในการคิดเชิงวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ท้าทาย เนื่องจาก เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาว่าข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญสำหรับการพิจารณากำหนดข้อโต้แย้ง

การประเมินผล (Evaluation)

การประเมินผลเป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามนโยบาย โครงการ หรือแผนงานเพื่อที่จะตัดสินและสรุปในประเด็นความคืบหน้า การบรรลุเป้าหมาย รวมถึงความคุ้มค่า หรือเป็นฐานในการตัดสินใจเพื่อการออกแบบนโยบาย โครงการต่างๆ และแนวคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ สำหรับนำไปใช้ต่อในอนาคต ซึ่งก่อให้เกิดเป็นโอกาสในการศึกษาเชิงลึกในสิ่งที่จะทำต่ออย่างเป็นระยะๆ

โดยทั่วไป การประเมินผล มีเกณฑ์คุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  • เป็นช่วงเวลาตามธรรมชาติ (มีรอบในการประเมิน)
  • เกี่ยวข้องกับการพิจารณาและตัดสินคุณค่าหรือมูลค่าของนโยบาย โครงการ หรือแผนงาน (ขึ้นอยู่กับความเป็นระบบข้อมูลและเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพสูง)
  • มุ่งเน้นไปที่วิธีการและสาเหตุที่ทำให้บรรลุผล
  • พิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดจากความตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
  • ประเมินตามด้านเทคโนโลยี ทางกายภาพและลักษณะส่วนบุคคล

การระบุอคติ (Identifying Biases)

ทักษะการระบุอคตินี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะอคติเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์พืชที่ถูกฝังรากลึกมาเป็นระยะเวลานานในแต่ละคนและเป็นการยากที่คิดยอมรับและเข้าใจในอคติของตน โดยแก่นของการพิจารณาทักษะนี้ คือ ประเมินข้อโต้แย้งจากทุกด้านในขณะที่คำนึงถึงอคติที่อาจมีในแต่ละด้านไปด้วย และเพราะอคติส่วนบุคคลอาจถูกใช้ในกำหนดการวินิจฉัยของคนๆ หนึ่ง รวมถึงข้อสมมติบางประการที่มักถูกใช้ในการสร้างข้อโต้แย้ง จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการแยกอคติส่วนตัวบุคคลออกจากข้อโต้แย้งที่มี

การอนุมานเพื่อหาข้อสรุป (Inference)

การอนุมาน คือ ข้อสรุปหรือความคิดเห็นที่ได้มาตามการวิเคราะห์ขั้นพื้นฐาน หลักฐาน และการใช้เหตุผลจากข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งนับว่าเป็น “การคาดเดาอย่างมีความรู้” ผู้คนเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสบการณ์โดยตรง แต่ทว่าสามารถรับความรู้ได้ด้วยการอ้างถึงหรือสรุปจากข้อมูลที่มีอยู่ เหมือนกับการอ่านหนังสือระหว่างบรรทัดหรือการมองดูข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อสรุป ทั้งนี้ การอนุมานก็สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดหรือการอนุมานบนฐานอคติหรือการใช้เหตุผลผิดได้ด้วย

ในการคิดเชิงวิเคราะห์ จะทำการอนุมานตามข้อมูลที่ให้ไว้ควบคู่ไปกับสามัญสำนึก (common sense) และประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน ที่สามารถใช้เติมเต็มช่องว่างที่มีอยู่ จนนำไปสู่ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลหรือข้อโต้แย้งที่หนักแน่นได้ในที่สุด

ตรรกะวิบัติ (Logical Fallacies)

ตรรกะวิบัติ คือ ความบกพร่องในการใช้เหตุผล เนื่องมาจากอคติหรือการถูกล้างสมองอย่างหยั่งรากลึก

การแก้ปัญหา (Problem-Solving)

การแก้ปัญหาเป็นกระบวนการหาทางออกสำหรับคำถามหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทั้งในการกระทำและความคิดที่จำเป็นต่อการค้นหาวิธีการที่ดีและเหมาะสมที่สุดที่เป็นไปได้ โดยจำเป็นต้องใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์ การวิจัย การวิเคราะห์ สามัญสำนึก เพื่อทลายปัญหาให้ราบคาบและประเมินองค์ประกอบทั้งหมดเพื่อสามารถระบุรากของปัญหาหรือสาเหตุที่แท้จริงและช่วยเอื้อข้อมูลในกระบวนการตัดสินใจต่อไปได้

การสร้างต้นแบบ (Prototyping)

การสร้างต้นแบบ เป็นวิธีที่ใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสร้างแบบจำลองอย่างรวดเร็วสำหรับการทดสอบและการสำรวจแนวคิดพื่อพิสูจน์ความสามารถในความเป็นไปได้หรือการอยู่รอดและเปิดเผยข้อบกพร่องใดๆ ก่อนที่จะใช้ทรัพยากรมากเกินไปในการนำแนวคิดนั้นๆ ไปปฏิบัติจริง

โดยทั่วไป ต้นแบบ มักจะถูกเรียกว่า “แบบจำลอง (mock-up)” และสามารถเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่การร่างหรือออกแบบบนกระดาษจนไปถึงการจำลองเพื่อเลียนแบบการใช้งานจริงบนคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้การสร้างต้นแบบถูกมองว่าเป็นเรื่องของการประหยัดต้นทุนหรือเวลา

รากแห่งปัญหาสาเหตุที่แท้จริง (Root-Cause)

รากแห่งปัญหาเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ก่อให้เกิดปัญหา กล่าวคือ ละเว้นอาการอย่างรวดเร็วและระบุแก่นของปัญหาเพื่อทำความเข้าใจและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ทางออก/แนวทางแก้ปัญหา (Solutions)

ทางออก คือ การตอบสนองเชิงตรระกะ เหตุผล หรือความสมเหตุสมผลที่สุดที่จำเป็นในการแก้ปัญหา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “คำตอบ” ของปัญหา ในการคิดเชิงเคราะห์ คำตอบคือผลลัพธ์ของการประเมินองค์ประกอบทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้รับความรู้ที่จำเป็นในการได้มาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผลที่สุด นอกจากนี้ ทางออก ยังสามารถถูกมองให้เป็นสมมุตฐานได้ด้วย

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส แรงกดดัน/ภัยคุกคาม คือ ตัวช่วยในการระบุแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้

8 ทักษะจำเป็น/ความสามารถตามธรรมชาติสำคัญที่ส่งผลต่อการคิดเชิงวิเคราะห์

(The 8 Essential Skills/Natural Talents that Impact Analytical Thinking)

Common sense = สามัญสำนึก, Evaluating gathered information = การประเมินข้อมูลที่รวบรวมได้, Recognizing potential problems = การตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น, problem solving = การแก้ปัญหา, Theoretical Evaluation (Prototyping) = การประเมินทางทฤษฎี (การสร้างต้นแบบหรือแบบจำลอง), Conceptual Thinking = การคิดเชิงมโนทัศน์, Intuitive decision making = การตัดสินใจตามการหยั่งรู้, Balanced decision making = การตัดสินใจที่สมดุล  

วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective)

  1. เพื่อเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของปัญหาและวิธีการทลายปัญหา

(Understand the fundamental elements of a Problem and how to break it down)

  1. เพื่อตระหนักและลดแรงความพยายามที่ต้องเสียเวลาไปกับการหาข้อบกพร้องในแนวทางแก้ปัญหา

(Recognize and eliminate efforts to waste time on finding blame over solutions)

  1. เพื่อเข้าใจจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา

(Understand where to begin in order to solve a problem)

  1. เพื่อเข้าใจพื้นฐานของวิธีการทำงานของการคิดเชิงวิเคราะห์

(Understand the fundamental of how Analytical Thinking works)

  1. เพื่อมุ่งเรียนรู้วิธีการศึกษาตัวขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังปัญหาเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

(Learn how to focus on the “drivers” behind the problem in order to get to the root-cause)

  1. เพื่อเรียนรู้แนวคิดจากการสกัดข้อมูลที่มีความหมาย (ถูกต้อง ดีงาม) คือ ข้อมูลที่รองรับแนวทางการแก้ปัญหาและการตัดสินใจทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ

(Learn the concepts behind extracting meaningful information (with merit), that is qualitatively or quantitatively supports a solution/decision)

  1. เพื่อเข้าใจว่าจะหาข้อมูลได้จากที่ไหน อย่างไร และรู้ว่าวิธีคัดกรอง ตรวจสอบ รวมถึงการปรับประยุกต์ใช้ข้อมูลทำอย่างไร

(Understand where to dig, how to dig, how to filter, how to verify and how to apply)

  1. เพื่อเข้าใจความสำคัญของการใช้ตรรกะเหตุผลและการวิเคราะห์ในการหาทางออกที่เป็นไปได้สำหรับปัญหา

(Understand the importance of logic and analysis in finding viable solutions to problems)

  1. เพื่อเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือและเทคนิคต่างๆ เช่น การระดมความคิดและการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เป็นต้น

(Learn how to apply tools and techniques such as brainstorming and root-cause analysis)

  1. เพื่อเรียนรู้วิธีการทดสอบและเสนอแนวทางแก้ปัญหาต้นแบบก่อนออกไปนำเสนอจริง

(Learn how to test and prototype proposed solutions prior to presenting them)

  1. เพื่อเรียนรู้วิธีการสร้างแนวทางแก้ปัญหาที่สมเหตุสมผล และสามารถป้องกันไว้ได้และวิธีการปกป้องแนวทางเหล่านั้นอย่างสงบและมั่นใจ

(Learn how to create defensible solutions, and then how to calmly and confidently defend them)

โครงร่างหลักสูตร (Course Outline)

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ตรรกะ เหตุผล ข้อโต้แย้ง และการใช้เหตุผลแบบนิรนัย

  1. ตรรกะคืออะไร?
  2. การใช้เหตุผลคืออะไร และจะเป็นอย่างไรหากตรรกะไม่ได้ถูกนำไปใช้?
  • แบบฝึกหัด: จงเขียนอธิบาย/ทำเอกสารว่าตรรกะเหตุผลในที่ทำงานส่งผลต่อความรื่นไหลและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างไร?
  1. การใช้เหตุผลแบบนิรนัยคืออะไร?
  2. ข้อโต้แย้ง (ในทางวิทยาศสตร์) คืออะไร?
  3. ปัญหาคืออะไร?
  • Workshop: จงเขียนอธิบาย/ทำเอกสารเกี่ยวกับปัญหาทั่วไปในที่ทำงานที่ยังแก้ไม่ได้
  • ทางออกหรือแนวทางแก้ไขปัญหาคืออะไร?
  1. Workshop: จงเขียนอธิบาย/จัดทำเอกสารว่าปัญหาทั่วไปของคุณควรได้รับการการแก้ไขอย่างไร
  1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการคิดเชิงวิเคราะห์ (Introduction to Analytical Thinking)
    1. การคิดเชิงวิเคราะห์คืออะไร
    2. 8 ทักษะจำเป็นที่ส่งผลต่อการคิดเชิงวิเคราะห์ คืออะไรบ้าง?
  • Workshop: ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของทักษะสำคัญเหล่านี้
  1. ความแตกต่างระหว่างการคิดเชิงวิเคราะห์กับความคิดเชิงวิพากษ์คืออะไร?
  2. ความแตกต่างระหว่างการคิดเชิงวิเคราะห์กับการคิดเชิงสร้างสรรค์คืออะไร?
  3. Discussion: จากการคิดในลักษณะต่างๆ มีการทับซ้อนระหว่างกระบวนการจริง? หรือเป็นเพียงมีชื่อเรียกตามกระแสทั้งๆ ที่มีกระบวนการเดียวกัน?
  1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแบบแยกแยะโครงสร้างปัญหา (Introduction to Deconstructive Problem Solving)
    1. การแก้ไขปัญหาคืออะไร?
    2. Workshop/Case : คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการแก้ปัญหา?
  • คุณมีแนวทางการระบุปัญหาหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง?
  1. การแยกแยะปัญหาคืออะไร?
  2. รากแห่งปัญหา-สาเหตุที่แท้จริงหมายความว่าอย่างไร และมีวิธีกำหนดราก-สาเหตุดังกล่าวอย่างไร?
  3. Exercise: นำปัญหาที่คุณมีมาแยกแยะประเด็นและหารากหรือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา
  • Discussion: กระบวนการนี้นำคุณไปสู่ข้อสรุปที่แตกต่างจากข้อสรุปดั้งเดิมหรือไม่
  • การสร้างต้นแบบคืออะไร? (What is prototyping? )
  1. การสร้างต้นแบบถูกนำใปใช้อย่างไรในการคิดเชิงวิเคราะห์?
  1. การนำการคิดเชิงวิเคราะห์ไปใช้ ( Implementing Analytical Thinking)
    1. อะไรคือประโยชน์จากการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์สำหรับคุณ?
    2. Exercise: การพัฒนาทักษะเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทของคุณอย่างไร?
  • คุณผสมผสานทักษะเหล่านี้เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานของคุณอย่างไร?
  1. การพัฒนาทักษะเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตที่บ้านของคุณและความสัมพันธ์อย่างไร?
  2. Exercise: การพัฒนาทักษะเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อความสามารถทางการตลาดของคุณอย่างไร?
  3. มีวิธีการพัฒนาทักษะจำเป็นเพื่อการคิดเชิงวิเคราะห์อย่างไร?
  1. ความคาดหวังที่ไปไกลกว่า/เหนือกว่าที่เคยมี (Going Beyond)
    1. มีอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนต่อการนำการคิดเชิงวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์หรือไม่?
    2. Discussion: ควรใช้การคิดเชิงเคราะห์ในสถานที่ทำงานเมื่อไหร่ และใช้อย่างไร?
  • Exercise: แบบฝึกหัด: นำทุกเครื่องมือและเทคนิคที่คุณได้เรียนหรือพัฒนามาในครั้งนี้กลับไปใช้กับปัญหาเดิม ทำการวิเคราะห์อย่างเหมาะสมและเต็มรูปแบบ?
  1. Discussion: อภิปราย: คุณได้แนวทางการแก้ปัญหาที่แตกต่างจากเดิมหรือไม่? และคุณสามารถประมวลผลข้อมูลด้วยวิธีการใหม่ที่ทำให้คุณเข้าใจปัญหาได้ดีขึ้นหรือไม่?
  2. Exercise: แบบฝึกหัด: จับกลุ่ม 3-4 คน และสุ่มเลือก 1 ปัญหาจากปัญหาของสมาชิก มาพิจารณาใหม่ในภาพกลุ่ม?
  3. Discussion: กลุ่มช่วยให้เกิดทางออกที่ดีขึ้นหรือไม่?
  • Discussion: อภิปราย: คุณได้เรียนรู้อะไรจากกระบวนการนี้?
  1. การประเมินผลแนวคิด (Concept Evaluations)
    1. แบบทดสอบ Quizzes.
    2. การทบทวนและประเมินสมรรถนะ Competency Reviews and Evaluation.
Please follow and like us:
SHARE