หลักสูตรโดย KCT Academy

 

ที่มาและความสำคัญของการฝึกอบรม

การคิดเชิงวิพากษ์ Critical Thinking:

การคิดเชิงวิพากษ์ คือ การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของความเสี่ยงหรือประเด็นปัญหาตามข้อเท็จจริง ข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยปราศจากอิทธิพลจากความรู้สึกส่วนตัว ความคิดเห็น หรืออคติ กล่าวคือ มุ่งเน้นไปยังข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงเพียงอย่างเดียวและใช้หลักตรรกะเหตุผล ความเชื่อมโยงต่อเนื่อง ความเป็นระเบียบในการทำให้เป็นเหตุเป็นผล การวิเคราะห์ การประเมินและการตีความเพื่อเกิดการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงความรู้

ในหลักสูตรนี้ คุณจะได้เรียนรู้และฝึกฝนถึงแนวทางการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์อย่างเป็นระบบระเบียบเพื่อแก้ปัญหา วิเคราะห์แนวโน้ม และระบุขอบเขตประเด็นปัญหาที่ต้องการพัฒนาปรับปรุง โดย คุณต้องมั่นใจว่าการวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ ของคุณนั้นครอบคลุมทุกประเด็นและยึดคุณภาพเป็นหลัก มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สามารถใช้สำหรับโต้แย้งในประเด็นและความเสี่ยงต่างๆ ที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดได้อย่างเต็มรูปแบบและเป็นธรรมเพื่อที่จะบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้เรื่องการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญของกระบวนการนี้ คือ การสร้างการประเมินที่หนักแน่นด้วยเหตุและผลได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ว่าปัญหาคืออะไร อะไรคือสาเหตุของปัญหาและวิธีการใดเป็นวิธีที่มีประสิทธิผล สมเหตุสมผลในการแก้ไขปัญหามากที่สุด

ในตอนท้ายของการฝึกอบรมนี้ คุณจะสามารถกำหนดและวางกรอบของปัญหาได้ผ่านการระบุบริบทปัญหา นั่นคือ การใช้ความคิดเชิงสร้างสรรค์และความคิดเชิงวิพากษ์เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมและใช้การได้จริง

นิยามศัพท์ที่สำคัญ (Key Terminology)

ความเสี่ยง: ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการตระหนักที่จะเกิดขึ้นได้ เป็นปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นเสมือนภัยคุกคาม

ประเด็นปัญหา: ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เป็นประเด็นที่เกิดในปัจจุบัน

การคิดเชิงวิพากษ์ Critical Thinking: 

การคิดเชิงวิพากษ์ คือ การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของความเสี่ยงหรือประเด็นปัญหาตามข้อเท็จจริง ข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยปราศจากอิทธิพลจากความรู้สึกส่วนตัว ความคิดเห็น หรืออคติ กล่าวคือ มุ่งเน้นไปยังข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงเพียงอย่างเดียวและใช้หลักตรรกะเหตุผล ความเชื่อมโยงต่อเนื่อง ความเป็นระเบียบในการทำให้เป็นเหตุเป็นผล การวิเคราะห์ การประเมินและการตีความเพื่อเกิดการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงความรู้

การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking):

การคิดเชิงสร้างสรรค์ คือ การมองหาบางสิ่งบางอย่างด้วยวิธีการใหม่หรือมุมมองที่สดใหม่ (เช่นเดียวกันกับการคิดนอกกรอบ) เพื่อที่จะคิดสิ่งใหม่หรือสิ่งที่เป็นต้นฉบับ เป็นจุดเริ่มต้น โดยต้องอาศัยการเปิดใจกว้างเพื่อที่จะพัฒนาแนวทางหรือวิธีการอันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดๆ ทั้งในอดีตและเหตุการณ์ปัจจุบัน

การคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการคิดแบบยืดหยุ่น ไหลลื่น และเน้นการริเริ่ม ซึ่งรูปแบบเหล่านี้มักจะใช้วิธีการกำหนดกรอบใหม่ (Reframing) การทำงานกับแนวคิดหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม (Abstraction) การระดมความคิด (Brainstorming) การทำแผนผังความคิด (Mind Mapping) การคาดคะเนและการคิดที่แตกต่าง (Conjecture and Divergent Thinking) หรือการยอมรับแนวคิดและสมมติฐานที่คิดต่างและท้าทาย

การตัดสินใจ Decision Making:

การตัดสินใจคือกระบวนการของการเลือกด้วยการระบุความเสี่ยง/ประเด็น การรวบรวมข้อมูล และการประเมินวิธีการแก้ปัญหาทางเลือก โดยพิจารณาจากเสียงตอบรับและข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล      โดยทั่วไป ตัวแบบหรือแบบจำลองการตัดสินใจที่เป็นทางการ ถูกเรียกว่า ตัวแบบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ซึ่งพิจารณาปัจจัยนำเข้า วิเคราะห์และประเมินผลลัพธ์เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบใด

ข้อจำกัด Constraints:

มีข้อจำกัดที่ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ (เช่น การพิจารณาเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน)

ตรรกะวิบัติ Logical Fallacy:

ตรรกะวิบัติ คือ ความบกพร่องในการใช้เหตุผล เนื่องมาจากอคติหรือการถูกล้างสมองอย่างหยั่งรากลึก

การระบุ/การแยกแยะ Identification:

ขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหาโดยใช้การคิดเชิงวิพากษ์ คือ การระบุสถานการณ์และตัวแปรหรือปัจจัยที่ส่งผลกระทบ โดยเป้าหมายหลัก ก็เพื่อจะระบุปัญหา สาเหตุของปัญหา และความแตกต่างของลักษณะปัญหาที่เกิดจากสาเหตุที่ต่างกันให้ได้

การนิยาม/ให้คำจำกัดความ Definition:

การนิยามหรือการให้คำจำกัดความ คือ การอธิบาย/กล่าวถึงความเสี่ยง/ประเด็นปัญหา และผลกระทบที่มีต่อระบบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการระบุช่องว่างระหว่างสถานะปัจจุบันกับสถานะที่พึงประสงค์ด้วย นอกจากนี้ กระบวนการขั้นนี้ยังช่วยกำหนดตัวเลือกที่ใช้ประโยชน์ได้จริงและหลีกเลี่ยงแนวทางแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน สุดท้าย สิ่งจำเป็นที่ต้องมีในการนิยามคือ การกำหนดและระบุกฎเกณฑ์ที่จะใช้ในการตัดสินใจ

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส แรงกดดัน/ภัยคุกคาม คือ ตัวช่วยในการระบุแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้

ข้อโต้แย้ง (Arguments):

คำกล่าว/รายงานของข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปที่เป็นกลางและชักจูงโน้มน้าวใจได้

การวิเคราะห์ Analysing:

การแยกหรือแบ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อหาลักษณะธรรมชาติ หน้าที่และความสัมพันธ์

การระบุอคติ Identifying Biases:

ทักษะการระบุอคตินี้เป็นเรื่องยากมาก เพราะอคติเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์พืชที่ถูกฝังรากลึกมาเป็นระยะเวลานานในแต่ละคนและเป็นการยากที่คิดยอมรับและเข้าใจในอคติของตน โดยแก่นของการพิจารณาทักษะนี้ คือ ประเมินข้อโต้แย้งจากทุกด้านในขณะที่คำนึงถึงอคติที่อาจมีในแต่ละด้านไปด้วย และเพราะอคติส่วนบุคคลอาจถูกใช้ในกำหนดการวินิจฉัยของคนๆ หนึ่ง รวมถึงข้อสมมติบางประการที่มักถูกใช้ในการสร้างข้อโต้แย้ง จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการแยกอคติส่วนตัวบุคคลออกจากข้อโต้แย้งที่มี

การกำหนดความเกี่ยวข้อง Determining Relevance:

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ท้าทายมากที่สุดในการคิดเชิงวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ท้าทาย เนื่องจาก เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาว่าข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญสำหรับการพิจารณากำหนดข้อโต้แย้ง

การใช้มาตรฐาน Applying Standards:

การประเมินปัญหา (ความเสี่ยง/ประเด็นปัญหา) ตามกฎระเบียบ/เกณฑ์ ที่สร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นแบบส่วนตัว ส่วนบุคคล ตามความเป็นมืออาชีพ หรือตามที่สังคมกำหนดไว้

การค้นหาข้อมูล Information Seeking:

การค้นหาหลักฐาน ข้อเท็จจริง ความรู้ โดยการระบุแหล่งที่มาที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และในปัจจุบัน จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่

รากแห่งปัญหา-สาเหตุที่แท้จริง (Root Cause):

รากแห่งปัญหาเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ก่อให้เกิดปัญหา นั่นคือ เป็นสิ่งที่ทำให้หยุดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

วัตถุประสงค์

  1. สามารถแยกแยะความเสี่ยงหรือประเด็นปัญหาที่เป็นองค์ประกอบหลักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวิเคราะห์ได้
  2. ระบุความคิดและแนวคิดที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาและการตัดสินใจบนความสัมพันธ์
  3. เข้าใจความแตกต่างระหว่าง คิดอย่างไร กับ คิดอะไร
  4. เข้าใจความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและประเด็นปัญหา
  5. เข้าใจว่าการคิดเชิงวิพากษ์คืออะไรคิ และจะใช้ประโยชน์อย่างไรเพื่อสร้างแนวทางแก้ปัญหาดั้งเดิม
  6. ระบุตรรกะวับัติและอคติจากองความรู้เพื่อสร้างแนวทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าได้
  7. เข้าใจวิธีการใช้กระบวนการผสมผสานในการจัดการทางธุรกิจ การแก้ปัญหาและการพยากรณ์หรือการคาดการณ์

หัวข้อการฝึกอบรม

Session รายละเอียดเนื้อหา
วันที่ 1

09.00 -12.00

·          Critical Thinking คืออะไร

·          นิยามปัญหา วิธีรวบรวมข้อมูล วิธีการสังเกต

·          การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเท็จจริง

·          ระบุประเด็นปัญหา ต้นเหตุของปัญหา

วันที่ 1

13.00 -16.00

·          วิเคราะห์สถานการณ์ของปัญหา ระดับความรุนแรง ผลกระทบของปัญหาในมิติของเวลา สถานที่

 

วันที่ 2

09.00 -12.00

·       ค้นหาไอเดียที่จะแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่

·       การใช้ทักษะการคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงบูรณาการมาหาทางออกในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย

 

วันที่ 2

13.00 -16.00

·          หลักการตัดสินใจ

·          การเลือกทางออกที่ดีที่สุดที่จะใช้แก้ปัญหา

·          การบริหารปัจจัยนำเข้า-กระบวนการ-ผลลัพธ์

วันที่ 3

09.00 -12.00

·          ระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและการปรับปรุง Select & Add on or Reprocess

·          แนวทางการการพัฒนาการประเมินและการออกแบบตัวชี้วัด Sustainable & Feasible

 

วันที่ 3

13.00 -16.00

·          การสื่อสารเพื่อการการนำเสนอและแนวทางการนำไปใช้

 

กิจกรรม Workshop1. อะไรคือข้ออ้าง/ข้อเท็จจริง/ข้อคิดเห็น/ความจริง/ความเชื่อ

Workshop2 สรุปประเด็นของปัญหา ล้อมกรอบปัญหาเพื่อระบุประเด็นที่จะเริ่มต้นแก้ไข

Workshop3 ฝึกทดลองแก้ปัญหาหลายๆ แบบ (Experiment with various solutions) ยุทธวิธีการคิดวิพากษ์ เพื่อวิเคราะห์ ประเมินปัญหา และตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

o   ใช้หลักการของเหตุผล (Use analogies)

o   คิดหลากหลาย (Think divergently)

o   ใช้แนวคิดแบบองค์รวม (Use heuristics)

Workshop4 ประยุกต์การคิดเชิงวิพากษ์กับการทำงานเพื่อการแก้ปัญหาเชิงรุกและการทำงานอย่างมีความหมาย (Meaningful working) อะไรคือสิ่งที่จะDisrupt ยอดขายประกันวินาศภัยในอีก 2 ปีข้างหน้า

Workshop5  ประเมินและปรับปรุงไอเดีย

Workshop6 การสื่อสารและนำเสนอผลงานเพื่อการนำไปใช้

 

ทฤษฎีและเครื่องมือที่ใช้

ผู้เข้ารับการฝึกอบรม

ผู้เกี่ยวข้องในระดับบริหาร จำนวน 30 คน

 

ระยะเวลาการฝึกอบรม

ระยะเวลาการฝึกอบรม 3 วัน (ได้เนื้อหาครบ และมีการทำ Workshop เข้มข้น ลงลึก)

แนวทางที่ใช้ในการอบรม (วิธีการฝึกอบรม)

แนวทางการสัมมนาและรูปแบบการเรียนรู้ : ทฤษฎี 30 : ปฏิบัติ 70

บรรยาย                             ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เข้าอบรม

กิจกรรมกลุ่มระดมความคิด       ผู้เข้าอบรมได้เข้าไป “มีส่วนร่วม”

ตัวอย่าง/กรณีศึกษาประกอบ     เพื่อเห็น “ภาพที่ชัดเจน” มากยิ่งขึ้น

การเสวนาตีความ                  วิเคราะห์เพื่อเข้าใจให้เชิงลึกเพื่อการประยุกต์ใช้

  • การสัมมนาใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult Learning) ด้วยวิธีการบรรยายควบคู่กับการปฏิบัติ เน้นการบรรยายแบบให้ผู้เข้าสัมมนาเป็นศูนย์กลางการอบรมการตั้งประเด็นคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง และ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที
  • เนื้อหาของโปรแกรมมีทั้งการบรรยายให้ความรู้ พร้อม VDO ประกอบการบรรยาย, กิจกรรมกลุ่มการระดมความคิด (Brainstorming) , การฝึกปฏิบัติการ (Work Shop), กรณีศึกษาและสถานการณ์จำลอง (Case Study and Simulation) และ การนำเสนอ (Present) ทำให้การเรียนรู้ เกิดเข้าใจด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

 

แบ่งปัน