Business photo created by ArthurHidden - www.freepik.com

 

เรื่องโดย 

อาจารย์ไกรกิติ ทิพกนก  ผู้อำนวยการสถาบัน KCT Academy 

 

 

เมื่อใกล้วันที่มาตรการปลดล็อดเข้ามา ได้ทำให้ผู้บริหารหลายท่านเริ่มมีคำถามว่า

“บริษัทเราต้องการจะให้พนักงานคนไหนกลับมา แล้วพวกเขาควรกลับมาทำงานเมื่อไหร่และภายใต้เงื่อนไขใด?”

คำแนะนำเหล่านี้ย่อมแตกต่างไป มันไม่จำกัดแค่เพียงพวกเขาทำในตำแหน่งงานอะไร มีความจำเป็นที่ต้องมาทำงานที่ออฟิตหรือไม่? แต่มันเกี่ยวข้องกับสุขภาพของเขา เป็นสำคัญ!

ซึ่งแน่นอนว่าหากองค์กรท่านมีพนักงาน บางท่านที่จู่ๆก็มีไข้หนาวสั่น ไอ หายใจถี่หรือเจ็บคอ  เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า พวกเขากำลังไม่สบายด้วยไข้หวัดธรรมดา หรือ  COVID-19  เพราะมาถึงตอนนี้เราต่างเรียนรู้แล้วว่าอาการของ  COVID-19  ไม่อาจยืนยัน ด้วยความเจ็บป่วย  ในขณะเดียวกันสมมติว่าคุณมีพนักงานที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ COVID-19 ต่อมาพวกเขาหายจากอาการป่วย  คุณสามารถอนุญาตให้พวกเขากลับมาทำงานได้เลยหรือไม่

และนี่คือคำแนะนำส่วนตัว ที่ผมใช้ภายในบริษัท เพื่อจะทำให้พนักงานของพวกเราปลอดภัยจาก COVIDS-19 ให้มากที่สุด และที่สำคัญเพื่อป้องกันบริษัทไม่ให้ต้องหยุดการดำเนินการอีกครั้งเนื่องจากพบการระบาดระหว่างบุคลลากรบริษัทเอง  ซึ่งมาตรการเหล่านั้น ได้แก่;

  • องค์กรควรเรียกเจ้าหน้าที่และนำพนักงานที่ไม่มีอาการ COVID-19 กลับมาทำงานก่อนในช่วงแรก หลังจากการ Lockdown เป็นกลุ่มแรก
  • จากนั้นองค์กรควรเรียกเจ้าหน้าที่และพนักงานที่บริษัทให้หยุดงาน / เลิกจ้างชั่วคราวไป แล้วพบว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่มีอาการป่วย COVID-19 แล้วพิจารณาเรียกพวกเขากลับมาทำงานเป็นกลุ่มที่สอง
  • ส่วนพนักงานที่ได้รับการยืนยัน (โดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์) ว่าป่วยหนักหรือปานกลางด้วย COVID-19 แต่พนักงานเหล่านี้เป็นคนที่กักตัวเองและใช้รักษาตัวเองที่บ้านและไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล ตามแนวทางของ การรักษา คุณควรยึดปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ที่ว่า พวกเขาควรจะสามารถกลับไปทำงานได้ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ อย่างน้อย 3 วันหลังหายจากอาการป่วย พนักงานต้องไม่มีไข้สูงผิดปกติเป็นเวลา 72 ชั่วโมง และไม่ต้องใช้ยาลดไข้ (แอสไพริน, อะซิตามิโนเฟนหรือไอบูโปรเฟน) แล้ว เป็นกลุ่มถัดมา
  • สำหรับพนักงานที่ได้รับการยืนยัน (โดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์) ว่าป่วยหนักด้วย COVID-19 และได้การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คุณควรทำการทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะให้พนักงานเหล่านี้กลับมาทำงาน

ทางที่ดีบริษัทควรหารือกับแพทย์ที่ดูแลสุขภาพส่วนบุคคลของพวกเขาเพื่อประเมินผลก่อนตัดสินใจ ว่าพวกเขาพร้อมสำหรับการกลับมาทำงานจริง และไม่มีข้อจำกัดมากจนทำให้การทำงานร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานไม่ราบรื่น

  • กรณีเมื่อเปิดแล้วพบว่า พนักงานที่เรียกลับมาทำงานได้ไม่เพียงพอสำหรับการทำงาน ผมแนะนำว่าคุณควรกลับไปทบทวนเรื่องการเรียกพนักงานที่บริษัท เลิกจ้างไป เนื่องจากธุรกิจหยุกชะงักลงและไม่ได้ทำผิดกฎใดๆของบริษัท  แล้วพบว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่มีอาการป่วย COVID-19 กลับมาทำงานอีกครั้ง  เพราะอย่างน้อยคนกลุ่มนี้ก็มีประสบการณ์ทำงานกับองค์กรอยู่แล้ว  ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กว่าการรับพนักงานใหม่ที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อีกสามถึงสี่เดือนจึงจะทำงานได้

ขณะเดียวกัน ท่านผู้บริหารควรวางมาตรการและกำหนดวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัยพร้อมคู่มือการทำงาน ตลอดจนข้อปฏิบัติเมื่อพวกเขาต้องอยู่บ้าน หรือเดินทางไปในที่สาธารณะในช่วงสถานการณ์ COVID-19 อาทิเช่น การสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอื่น ๆ (PPE) หากต้องมีการทำงานกับคนทั่วไปในจุดที่มีความเสี่ยง เป็นต้น  พร้อมกับมีการเก็บบันทึกข้อมูลสุขภาพทั้งหมดของพนักงานที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ แต่คุณต้องเก็บรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย  และมีการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแผ่เชื้อ เช่น

  • จำกัด การติดต่อ พยายามจัดพื้นที่ให้แต่ละคนอยู่ห่างออกไป 2 เมตร
  • มีกฎให้พวกเขาสวมหน้ากากหรือเฟซชิลด์เพื่อ จำกัด การแพร่กระจายของสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ
  • การเตรียมอุปกรณ์และน้ำยาแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อทำความสะอาด
  • พนักงานมีอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัว รวมถึงวัสดุเครื่องเขียนของตนเองที่พร้อมสำหรับการทำงาน
  • รักษาความสะอาดของอาคารและผิวสัมผัสต่างๆ ภายในบริษัท

นอกจากนี้ท่านอาจพิจารณาใช้มาตการการวัดอุณหภูมิร่างกายของพนักงานก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในอาคาร แต่จำไว้ว่าผู้ป่วย COVID-19 ไม่มีไข้ทุกคน  ดังนั้นบริษัทควรกำหนดให้พนักงานคนใดที่เจ็บป่วยในระหว่างวันทำงานสามารถลากลับบ้านทันที

ผมแนะนำว่าท่านผู้บริหารควรพิจารณาพนักงานแต่ละคนเหล่านี้เป็นกรณี ๆ ไป  แม้ว่าบุคคลากรเราจะมีการทดสอบสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ว่าผ่านการอนุมัติให้กลับมารทำงาน  แต่ต้องยอมรับว่าในภาวะที่เราอาจไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสได้ในทุกๆกรณี  ความเสี่ยงของการแพร่เชื้อยังมีอยู่เสมอทั้งในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้แต่ระหว่างการเดินทาง   องค์กรอาจจำเป็นที่ต้องพิจารณาทำงานร่วมกับคลินิกหรือรพ.ในท้องถิ่นหรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อดูแลพนักงาน

ท่านผู้บริหารบางรายอาจได้รับแรงกดดันจากการต่อต้านของพนักงานบางรายที่ไม่พอใจกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากกว่าปกติ  แต่การผิดใจกับพนักงานเพราะเห็นแก่ความปลอดภัยในสุขภาพของพวกเขานั้นมันคุ้มค่าไม่เฉพาะแต่กับองค์กรและตัวพวกเขาเอง แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของสังคมส่วนรวมเช่นกัน

แบ่งปัน